เนชั่นทีวี

ข่าว

บทบรรณาธิการ : แช่แข็งเงินเดือนราชการ ทำไม “นักการเมือง” ไม่กล้าพูดร่วมทุกข์ร่วมสุขกับประชาชน?

08 ก.ย. 2569 | titayu_pur

บทบรรณาธิการ : แช่แข็งเงินเดือนราชการ ทำไม “นักการเมือง” ไม่กล้าพูดร่วมทุกข์ร่วมสุขกับประชาชน?

เปิดเหตุผลชวนคิด หลัง กมธ.งบประมาณเสนอแช่แข็งเงินเดือนข้าราชการ ร่วมทุกข์ร่วมสุขประชาชน เจาะลึก 3 ปัจจัย ทำไมนักการเมืองไม่กล้าปฏิรูประบบราชการ

เปิดเหตุผลชวนคิด หลัง กมธ.งบประมาณเสนอแช่แข็งเงินเดือนข้าราชการ ร่วมทุกข์ร่วมสุขประชาชน เจาะลึก 3 ปัจจัย ทำไมนักการเมืองไม่กล้าปฏิรูประบบราชการ

KEY

POINTS

  • เสนอแช่แข็งเงินเดือนข้าราชการ: กมธ.งบฯ เสนอชะลอการขึ้นเงินเดือนข้าราชการ 1-2 ปี หวังประหยัดงบ 13,000 ล้านบาท ให้ภาครัฐร่วมทุกข์ร่วมสุขกับประชาชนในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ
     
  • ภาระคลังพุ่งสูง-งบพัฒนาหด: นักวิชาการ มธ. ชี้งบบุคลากรภาครัฐกินสัดส่วนถึง 40% โดยข้าราชการ 1 คนมีต้นทุนตลอดชีพสูงถึง 40 ล้านบาท ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ทางการคลังในการพัฒนาประเทศ
     
  • 3 ปัจจัยนักการเมืองไม่กล้าแตะ: หวั่นกระทบฐานเสียงข้าราชการและครอบครัวกว่า 3 ล้านคน, ปัญหาการเมืองขาดเสถียรภาพจนไม่กล้ารับความเสี่ยง และการมองระบบราชการเป็นเครือข่ายอำนาจการเมือง

ทันทีที่ “วีระ ธีระภัทรานนท์” ในฐานะกรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 อภิปรายว่า เงินเลื่อนเงินเดือนและเงินปรับวุฒิข้าราชการ 13,000 ล้านบาท “เราไม่สามารถตัดได้จริง” ตามเกณฑ์ข้าราชการ แต่ที่ตนเสนอตัดทั้งก้อน เพราะขณะนี้ไม่ใช่สถานการณ์ปกติ ฝ่ายราชการควรใช้หลัก “ร่วมทุกข์ร่วมสุข” กับประชาชน

 

โดยใช้หลัก “สมานัตตตา” ตั้งแต่วิกฤตปี 2527 จนถึงวิกฤตปี 2540 ข้าราชการหรือคนที่เกี่ยวข้องกับราชการไม่เคยได้รับผลกระทบ ไม่เคยถูกปรับลดอะไรเลย ดังนั้น ครั้งต่อไปที่จะเกิดหรืออาจจะเกิด ตนจึงคิดว่าหน่วยราชการถ้าจะร่วมทุกข์ร่วมสุขกับประชาชน ปีหน้าเสนอให้ระงับการขึ้นเงินเดือนข้าราชการสัก 1-2 ปี เพื่อให้เหลือพื้นที่ที่จะใช้เงินที่มีน้อยอยู่แล้วให้เกิดประโยชน์ที่สุด

“ข้าราชการอาจจะไม่พอใจ แต่ผมพูดความจริง เพราะบริษัทที่กำลังจะล้มละลายก็ไม่ขึ้นเงินเดือนให้กับลูกจ้าง รัฐบาลที่กำลังจะมีปัญหาค่อนข้างวิกฤต คนที่อยู่ในหน่วยราชการก็เหมือนลูกจ้างของบริษัทที่กำลังจะล้มละลายหรืออยู่ในฐานะที่ต้องฟื้นฟูกิจการ ก็ต้องเสียสละด้วย” นายวีระกล่าว

เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเวทีเสวนา “ปฏิรูปข้าราชการ Firming Thailand?” ระดมความเห็นนักวิชาการหลากหลายสาขา หาทางออกให้ประเทศไทย ท่ามกลางความตึงตัวทางการคลังและภาระค่าใช้จ่ายภาครัฐที่เพิ่มสูงขึ้น

 

โดย รศ.ดร.สุนิสา ช่อแก้ว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า ค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรภาครัฐมีสัดส่วนสูงถึงประมาณ 40% ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อพื้นที่ทางการคลังของประเทศ และทำให้รัฐบาลมีงบประมาณเหลือสำหรับการพัฒนาด้านอื่นน้อยลง

“โครงสร้างกำลังคนภาครัฐ ปัจจุบันประเทศไทยมีบุคลากรภาครัฐราว 3 ล้านคน เป็นข้าราชการประมาณ 1 ล้านคน ขณะที่ต้นทุนการจ้างข้าราชการหนึ่งคน ตั้งแต่เริ่มรับราชการไปจนถึงหลังเกษียณ อาจสูงถึงราว 40 ล้านบาทต่อคน” รศ.ดร.สุนิสา กล่าว

 

🔵 ปฏิรูปราชการ ไม่ควรมองแค่ “ตัวเลข” การลดคน

 

รศ.ดร.สุนิสา กล่าวว่า แม้รัฐบาลตั้งเป้าลดกำลังข้าราชการ 15% ภายในปี 2575 หรือประมาณ 30,000 อัตรา แต่การปฏิรูปไม่ควรมองเพียงตัวเลขการลดคน เพราะบางหน่วยงานมีบุคลากรมากเกินความจำเป็น ขณะที่บางหน่วยงานกลับขาดแคลนกำลังคนอย่างหนัก จึงต้องมีการวางแผนกำลังคนใหม่ทั้งระบบ รวมถึงเปิดทางให้เกิดการโยกย้ายข้ามหน่วยงาน และเตรียมโครงการเปลี่ยนผ่านอาชีพรองรับผู้ที่จะออกจากระบบราชการ

 

ในขณะที่ รศ.ดร.สามชาย ศรีสันต์ ประธานบริหารหลักสูตรบัณฑิตศึกษา วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่า เป้าหมายของการปฏิรูปไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการลดงบประมาณหรือลดจำนวนข้าราชการ แต่ต้องตอบคำถามสำคัญว่า ภารกิจและโครงสร้างของแต่ละกระทรวงยังเหมาะสมกับโลกยุคใหม่หรือไม่

 

พร้อมเสนอให้ทบทวนตำแหน่งบริหารและที่ปรึกษา ซึ่งอาจเป็นแนวทางลดต้นทุนได้มากกว่าการตัดตำแหน่งระดับปฏิบัติการ รวมถึงเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการแบ่งเบาภารกิจบริการประชาชนและตรวจสอบภาครัฐ

 

🔵 แช่แข็งเงินเดือน “ข้าราชการ” นักการเมืองไม่กล้าพูด?

 

แม้ตัวเลขทางการคลังและจำนวนบุคลากรภาครัฐจะเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชี้ชัดว่าถึงเวลาที่ควรปฏิรูป แต่ที่ผ่านมาล้วนเกิด “แรงต้าน” จนไม่มีรัฐบาลใดทำสำเร็จได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม มีเหตุผลสำคัญอยู่ 3 ประการ

 

1. ฐานเสียง “ข้าราชการ” จำนวนกว่า 3 ล้านคน มากเพียงพอให้บรรดานักการเมืองรับฟังและกังวล เพราะไม่ใช่เพียงคนเหล่านี้เท่านั้น แต่อาจหมายถึงครอบครัวของข้าราชการที่ต้องผิดหวังกับนโยบายเมื่อข้าราชการต้องเสียประโยชน์ด้วย

 

2. การเมืองขาดเสถียรภาพ เมื่อการเมืองไทยไม่แน่นอนและไม่มีความต่อเนื่อง นักการเมืองไม่รู้ว่าจะต้องเลือกตั้งกันเมื่อไหร่ อุบัติเหตุทางการเมืองใดบ้างจะเกิดขึ้น ย่อมทำให้นโยบายปฏิรูปเช่นนี้คือ “ความเสี่ยง” เสี่ยงที่จะต้องถูกวิจารณ์และไม่สำเร็จ อาจโดนนิติสงครามเล่นงานก่อน จึงเลือกทำเรื่องที่ง่ายอย่างการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและนโยบายประชานิยมก่อน

 

3. มอง “ข้าราชการ” เป็นเครือข่ายการเมือง การเมืองในช่วง 20 ปีมานี้ บรรดานักการเมืองมอง “ข้าราชการ” เป็นเครือข่ายทางการเมืองเพื่อสนองตอบความต้องการของตนเองเท่านั้น ไม่ได้คาดหวังว่าข้าราชการต้องเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์มากมายเหมือนประเทศอื่น แค่ทำงานตามคำสั่งได้ถือว่าเพียงพอแล้ว ในทางตรงกันข้าม ยิ่งข้าราชการที่เก่งและตั้งคำถาม มักไม่เป็นที่โปรดปรานของนักการเมือง และจะกระทบต่อความเจริญก้าวหน้าในเส้นทางของตนเอง

 

เราจึงเห็นภาวะ “สมองไหล” ข้าราชการระดับหัวกะทิล้วนโบกมือลาระบบราชการ ออกไปทำภาคเอกชนที่ให้การยอมรับในความสามารถของตน มากกว่าเส้นสายบารมีว่าเป็น “เด็กของใคร”

 

การเลื่อนคนขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดข้ามลำดับอาวุโสโดยไม่สนใจว่าจะมีใครโต้แย้งหรือไม่ เพื่อหวังจะได้คนของตัวเองไปคุมกระทรวงนั้นๆ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

 

เพราะฉะนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไม “นักการเมือง” ถึงไม่พูดเรื่องการลดจำนวนข้าราชการ แช่แข็งเงินเดือน หรือตัดสิทธิสวัสดิการต่างๆ เพราะ “ข้าราชการ” เป็นหน่วยลงทุนที่พวกเขาเก็บสะสม เพื่อใช้ประโยชน์เมื่อเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองนั่นเอง

ข่าวล่าสุด