บทบรรณาธิการ : หลักฐานฮั้ว สว. คาตา กกต.ทำงาน คาใจ … ประเทศไทย “คาที่”
11 ก.ย. 2569 | กองบรรณาธิการเนชั่นออนไลน์

บทบรรณาธิการ : หลักฐานฮั้ว สว. คาตา กกต.ทำงาน คาใจ … ประเทศไทย “คาที่”
Exclusive
11 ก.ย. 2569 | กองบรรณาธิการเนชั่นออนไลน์

บทบรรณาธิการ : หลักฐานฮั้ว สว. คาตา กกต.ทำงาน คาใจ … ประเทศไทย “คาที่”
KEY
POINTS
11 กันยายน 2569 ข้อมูลจากการไต่สวนของ “คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 16” ของ กกต. ที่ทำสำนวนคดี ฮั้ว สว. และลงความเห็นเสนอให้ กกต.ชุดใหญ่ ชี้มูลเพื่อส่งศาลฎีกาวินิจฉัย ผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 229 ราย แยกเป็น สว.ปัจจุบัน 138 ราย และฝ่ายการเมือง ทั้งแกนนำพรรค หัวคะแนน และเครือข่ายมือทำงานอีก 91 รายนั้น ข้อมูลของ “คณะ 26” ลงลึกเชื่อมโยงสถานที่กับตัวบุคคลที่ร่วมขบวนการ “ฮั้ว” อย่างชัดเจน เรียกว่า “หลักฐานคาตา”
ปากคำพยานซึ่งได้รับการยืนยันด้วย ข้อมูล cell site โทรศัพท์เคลื่อนที่ และข้อความในแอปพลิเคชันไลน์ ตลอดถึงการยืนยันตัวตนต่างๆ ซึ่งมี “ดิจิทัล ฟุตปรินท์” ชี้ชัดว่ากระบวนการฮั้วและจัดตั้งโพยลงคะแนน มีการวางแผน สมคบคิด และแบ่งหน้าที่กันอย่างเป็นขบวนการเพื่อล็อกผลการเลือก สว. ระดับประเทศ โดยมี “แกนนำพรรคใหญ่” กระจายคุม 8 จุดปฏิบัติการ
สำหรับสถานที่ที่ขบวนการฮั้ว นัดรวมตัวในรูปแบบการสัมมนา และจัดทำโพย ติวเตอร์ บรรยาย รวมถึงนัดพบปะกันหลังเลือก สว.แล้ว จากข้อมูลของ “คณะ 26” พบว่ามีมากถึง 8 สถานที่ ได้แก่
จุดที่ 1. โรงแรม ก. พระนครศรีอยุธยา เป็นจุดซักซ้อมตีตารางสมุด สว.3 แจกแจงโพยรอบเช้า/รอบไขว้ มี “นาย ศ.” แกนนำพรรคการเมืองหนึ่ง จากพื้นที่อีสานเหนือ เป็นโต้โผที่โรงแรมนี้
จุดที่ 2. รีสอร์ต ว. นครนายก มี “เทรนเนอร์" คอยแจกและควบคุมให้เขียนโพย โดยมี “นาย ภ. - นาย ช.” ซึ่งภายหลังมีตำแหน่งในวุฒิสภาด้วย เป็นโต้โผจุดนี้
จุดที่ 3. โรงแรม ธ. ปทุมธานี จุดนัดพบ และลงทะเบียนกลุ่มโหวตเตอร์ มี “นาย ส.” มือทำงานของพรรคการเมือง เป็นโต้โผจุดนี้
จุดที่ 4. รีสอร์ต ค. พระนครศรีอยุธยา จุดรวมผู้สมัครจากนครสวรรค์และอุทัยธานี มี “นาย อ.” อดีตบิ๊กฝ่ายปกครอง และปัจจุบันเป็น สว.ด้วย รับผิดชอบเป็นโต้โผจุดนี้
จุดที่ 5. บริษัทมาร์เก็ตติ้งขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง เป็นที่ซักซ้อมโพยของผู้สมัครจาก จ.ลำพูน มี “นาย ว. 2 คน” จากเครือข่ายภาคเหนือของพรรคการเมืองใหญ่ รับผิดชอบเป็นโต้โผจุดนี้
จุดที่ 6. สนามกอล์ฟเก่าแก่/ชื่อดัง ปทุมธานี ใช้รวบรวมกลุ่มสภาเกษตรกร “โก ก.” ผู้กว้างขวางจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน รับผิดชอบจุดนี้
และ 7. โรงแรม พ. ใกล้อนุสาวรีย์ จุดนัดประชุม สว.กว่า 100 คน หลังได้รับเลือก เพื่อจัดสรรตำแหน่ง รับฟังนโยบาย
สุดท้าย จุดที่ 8. กระทรวงเศรษฐกิจกระทรวงหนึ่ง จุดตกลงเรื่องผลประโยชน์ และการเซ็นใบลาออกล่วงหน้า “นาย น.” เคยเป็น “เสนาบดี” ในกระทรวงนี้ นี่เป็นสิ่งที่ปรากฏเป็น “หลักฐาน” ที่ชี้ว่าขบวนการนี้มีพฤติการณ์อุกอาจอย่างมาก
สาเหตุที่ “คณะ 26” มั่นใจในปากคำพยาน เพราะมีหลักฐานยืนยัน จากการไต่สวนและสืบสวน ที่สำคัญที่สุด คือ ข้อมูลพิกัดโทรศัพท์ & GPS ทั้ง Cell Tower / Google Maps Timeline หลักฐานพิกัดการใช้โทรศัพท์และเส้นทางเดินทางของผู้สมัครและแกนนำ ชี้ชัดว่าอยู่ในพื้นที่เกิดเหตุ ในวันและเวลาตรงตามคำให้การของพยาน นอกจากนั้นยังมี หลักฐานแชทกลุ่มลับ เช่น กลุ่ม VVIP, การส่งพิกัด Location, การส่งรูปตัวเลขโพยเข้าไลน์ และใบเสร็จคูปองอาหาร/ที่พักที่แกนนำเป็นผู้จัดการให้ด้วย
แต่การทำงานของ “คณะกรรมการการเลือกตั้ง” กลับสร้างความ “คาใจ” คือ ตามบันได 4 ขั้น ในการชี้ขาดคดี ขั้นที่ 1 คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน (ส่วนกลาง) คณะที่ 26 ที่เสนอส่งคำร้องไปยังศาลฎีกา 229 คน ประกอบด้วย สว.ตัวจริง 138 คน / รัฐมนตรี 13 คน / สส.ภูมิใจไทย 17 คน และ ผู้สมัคร สว.และเครือข่าย 61 คน จากจำนวนผู้ถูกกล่าวหามากกว่า 400 คน เมื่อเข้าสู่ขั้นที่ 2 สำนักงานเลขาธิการ กกต. ปรากฏว่า “เลขาฯแหวง” ไม่พิจารณาเอง มอบให้ “รองฯครรชิต”
ในขั้นนี้ มีความเห็นเสนอส่งคำร้องไปยังศาลฎีกา 134 + 6 + ?? ได้แก่ 134 สว.ตัวจริง + 6 แกนนำพรรคการเมือง + กลุ่มอื่น (ไม่ทราบจำนวน) รวมแล้ว 140+ ส่วนที่ถูกตั้งคำถามที่สุด คือ ขั้นที่ 3 เมื่อมีการตั้ง คณะอนุกรรมการวินิจฉัยปัญหาหรือข้อโต้แย้ง ชุดที่ 36 ขึ้นมา กลับเสนอ “ยกคำร้องทั้ง 229 คน” ทำให้สังคมรู้สึกคาใจว่าหลักฐาน และการเสนอความเห็นทั้ง 2 ขั้นตอนที่ผ่านมานั้น ไม่มีผลต่อการพิจารณาเลยหรือ และด้วยเหตุผลใดจึง “ยกคำร้อง” แบบค้านสายตาเช่นนี้ ยังรวมถึงข้อครหาเรื่องความสัมพันธ์ส่วนบุคคลกับผู้ถูกกล่าวหาด้วย จุดชี้ชะตาจึงอยู่ที่ ขั้นที่ 4 ว่า 7 เสือ กกต. จะลงมติอย่างไร
ยังไม่นับรวมการออกมา “สื่อสาร” แบบมีนัยยะ ของ นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ที่วางหลักเกณฑ์เรื่องการฟ้องคดี 3 ข้อ จะต้องเป็น “ผู้สมัครรับเลือกตั้งเท่านั้น” และการทุจริตต้องมีการจ้างกัน รวมถึงต้องมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ทั้งที่ในข้อกฎหมายเขียนไว้อย่างชัดเจน ว่า “ผู้ใดนั้น” ซึ่งทุกคนต่างรู้ว่าไม่ว่าใครก็ตาม มีหลักฐานอันควรเชื่อว่ากระทำผิด ก็ต้องส่งศาลฯ ทั้งสิ้น
ความเคลือบแคลงในการทำหน้าที่ของ กกต. ที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ นี้ ส่งผลให้ภาคประชาชน นำโดยกลุ่ม “ไอลอว์” และเครือข่ายนักกิจกรรมต่างๆ เตรียมนัดรวมตัวกันในวันที่ 13 ก.ย. นี้ เป้าหมายหลักไม่ได้อยู่ที่การล้มรัฐบาล แต่เป็นการกดดัน กกต. ให้ส่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 รายเข้าสู่ชั้นศาลฎีกา ซึ่งเชื่อกันว่าเป็น “สถาบันตุลาการ” ที่ภาคประชาชน และฝ่ายค้านมองว่า “ปลอดจากการแทรกแซง” ของ “ระบอบสีน้ำเงิน”
หากภาคประชาชนไม่ลุกขึ้นมาส่งสัญญาณและปล่อยให้ กกต. วินิจฉัยไปโดยปราศจากแรงกดดัน โอกาสที่จะเกิดการ “ปล่อยผี” รอดคดียกพวงย่อมมีสูงมาก เพื่อปกป้องคนตัวใหญ่ในเครือข่าย หากเป็นเช่นนั้น การเกาะติดคดีทุจริตที่ผ่านมาจะกลายเป็นเรื่องสูญเปล่า กระบวนการตรวจสอบถ่วงดุลตามกลไกประชาธิปไตยจะถือว่าล่มสลาย และอาจทำให้ระบบความยุติธรรมทางการเมืองของประเทศไทยเดินมาถึงจุด “คาที่” อย่างแท้จริง