ส่วนแฮร์ริส ให้คำมั่นว่า จะนึกถึงผลประโยชน์ของประชาชนเสมอ แตกต่างจากทรัมป์ ที่สนใจแต่ผลประโยชน์ของตัวเอง และเธอพยายามเรียกคะแนนเสียงจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งวัยหนุ่มสาว ซึ่งรวมถึงในเมืองคาลามาซู ซึ่งเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยหลายแห่ง โดยบอกว่า ชาวอเมริกันหลายรุ่นได้ต่อสู้เพื่อเสรีภาพ และเวลานี้โอกาสอยู่ในมือของคนรุ่นใหม่ ซึ่งหมายถึง Gen Z
รัฐมิชิแกนเริ่มเปิดให้ประชาชนใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าวันแรกเมื่อวันเสาร์ และมีผู้ใช้สิทธิแล้วกว่า 1.4 ล้านคน ซึ่งคิดเป็นเกือบ 20% ของผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้ง
ที่รัฐมิชิแกน ทั้งแฮร์ริสและทรัมป์หาเสียงในวันดียวกันเพื่อหวังเรียกคะแนนเสียงจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มีทั้งชาวอเมริกันอาหรับและชาวมุสลิม ที่กังวลเรื่องสงครามในฉนวนกาซา และแรงงานที่กังวลเรื่องผลกระทบจากรถยนต์ไฟฟ้าต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ของสหรัฐฯ ที่มีศูนย์กลางในเมืองดิทรอยต์ เมืองใหญ่ที่สุดของรัฐ
ก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ชนะในรัฐมิชิแกนด้วยคะแนนเสียงเหนือทรัมป์เพียง 2.8% หรือเกือบ 150,000 เสียง ในการเลือกตั้งปี 2563 ขณะที่ทรัมป์ ชนะในรัฐนี้ด้วยคะแนนเสียงเหนือกว่า ฮิลลารี คลินตัน 0.23% ในปี 2559