สิทธิการทำแท้งเป็นประเด็นที่ผู้หญิงวัยต่ำกว่า 30 ปี ให้ความสำคัญมากที่สุดในการเลือกตั้งประธานาธิบดีและการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาในปีนี้ และในอย่างน้อย 9 รัฐ ซึ่งรวมถึงรัฐสวิงสเตท อย่าง แอริโซนาและเนวาดา กำหนดให้ประชาชนลงมติเรื่องมาตรการเกี่ยวกับการทำแท้งในระดับรัฐผ่านบัตรเลือกตั้งในวันเลือกตั้งที่ 5 พฤศจิกายนนี้ด้วย
รองประธานาธิบดีกมลา แฮร์ริส แคนดิเดตชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของพรรคเดโมแครต ชูนโยบายฟื้นคืนเสรีภาพการเจริญพันธุ์ รวมถึงผ่านกฎหมาย ที่จะทำให้สิทธิการทำแท้งได้รับการคุ้มครองภายใต้รัฐธรรมนูญของสหรัฐฯ อีกครั้ง หรือ จะใช้สิทธิยับยั้งกฎหมายใด ๆ ที่ห้ามการทำแท้งทั่วประเทศ
แฮร์ริสมุ่งโจมตีว่า อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ คู่แข่งจากพรรครีพับลิกัน เป็นภัยคุกคามต่อสิทธิการทำแท้ง โดยกล่าวโทษว่า เขามีส่วนทำให้ในปี 2565 ศาลฎีกาสหรัฐฯ พลิกคำตัดสินคดี โร แอนด์ เวด ส่งผลให้สิ้นสุดการคุ้มครองสิทธิการทำแท้งภายใต้รัฐธรรมนูญสหรัฐฯ สืบเนื่องจากเขาแต่งตั้งผู้พิพากษาศาลฎีกา 3 คน ที่โหวตคว่ำคำตัดสินคดีดังกล่าว เธอยังกล่าวหาว่าทรัมป์จะออกกฎหมายห้ามการทำแท้งทั่วประเทศ หากชนะเลือกตั้ง ซึ่งเขาปฏิเสธ
ล่าสุดในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง แฮร์ริสปล่อยโฆษณาหาเสียงหลายตัวเพื่อบอกเล่าเรื่องราวของผู้หญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับอันตรายต่อสุขภาพจากมาตรการห้ามทำแท้ง ที่หลายรัฐทยอยประกาศใช้หลังคำตัดสินครั้งใหม่ของศาลฎีกา ท่ามกลางความหวังเรียกคะแนนเสียงจากรัฐสวิงสเตททั้งหลาย