ทีมชาติโครเอเชีย ถูกยกย่องจากแฟนบอลทั่วโลกว่าเป็นทีมที่สร้างสรรค์เกมได้สวยงามที่สุด และมีแผงกองกลางที่ดีที่สุดในศึกฟุตบอลโลก 2018 ที่ผ่านมา จากการประสานงานกันของ อีวาน ราคิติช และ มาร์เซโล่ โบรโซวิช รวมถึงเกมริมเส้นของ อีวาน เปริซิช กับ อันเต้ เรบิช แต่คนที่มีอิทธิพลต่อเกมของโครเอเชียมากที่สุดนั้น ต้องยกให้ ลูก้า โมดริช เพลย์เมคเกอร์ตัวเก่งจาก เรอัล มาดริด ที่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมจนพา โครเอเชีย คว้าตำแหน่งรองแชมป์โลก ซึ่งเป็นผลงานที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์นับตั้งแต่ก่อตั้งประเทศ
ลูก้า โมดริช เกิดในช่วงที่ประเทศบ้านเกิดกำลังมีสงครามจนนำไปสู่การล่มสลายของประเทศยูโกสลาเวีย ทำให้ในวัยเด็ก โมดริช ก็ไม่ต่างจากเด็กชาวโครเอเชียคนอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบจากไฟสงคราม โดยเขาและครอบครัวต้องอพยพลี้ภัยจากบ้านมาพักอาศัยในโรงแรมแห่งหนึ่งเพื่อรักษาชีวิตให้รอด และด้วยสภาพแวดล้อมที่โหดร้าย ทำให้ "ฟุตบอล" คือสิ่งเดียวที่เด็กอย่าง โมดริช จะหาความสุขได้ในแต่ละวัน โดยหลังจากที่เล่นฟุตบอลข้างถนนกับเพื่อน โมดริชก็ได้โอกาสเล่นให้ทีมฟุตบอลท้องถิ่น ก่อนจะได้เซ็นสัญญากับทีม ดินาโม ซาเกร็บ เมื่ออายุได้ 17 ปี และการเล่นในช่วงนี้นี่เองที่ทำให้ โมดริช ฉายแววยอดนักเตะ ด้วยการพาต้นสังกัดคว้าแชมป์ลีกได้ถึง 3 สมัยติดต่อกัน
จนกระทั่งปี 2008 โมดริช ก็ได้ย้ายมาอยู่กับ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ซึ่งแม้ว่าช่วงแรกเขาจะยังปรับตัวไม่ได้เนื่องจากเป็นการย้ายมาค้าแข้งต่างแดนเป็นครั้งแรก จนกระทั่ง สเปอร์ส เปลี่ยนกุนซือมาเป็น แฮร์รี่ เร้ดแน็ปป์ โมดริชก็กลับมาเล่นได้ดีอีกครั้ง จนถูกยกให้เป็นกองกลางที่ดีที่สุดคนหนึ่่งของพรีเมียร์ลีก
ความสามารถในการสร้างสรรค์เกมของ โมดริช ทำให้ เรอัล มาดริด ทุ่มเงินถึง 30 ล้านปอนด์ในการคว้าตัวไปร่วมทีมในปี 2012 ซึ่งแม้ว่าเขาจะต้องตกอยู่ภายใต้ร่มเงาของบรรดาซูเปอร์สตาร์รายอื่นๆในทีม แต่ยิ่งนานวัน โมดริช ก็ยกระดับการเล่นของตัวเองได้ดีขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะการมีอิทธิพลต่อเกม ในสมัยที่เล่นในังกฤษ เขาจะเป็นตัวคอยสร้างพื้นที่ให้แนวรุกคนอื่นเข้าทำเกมบุก แต่ช่วงหลังๆในเรอัล มาดริด โมดริชจะยืนต่ำกว่าเดิมเพื่อคอยคุมจังหวะเกม และอาศัยการเปิดบอลที่แม่นยำของเขาช่วยให้ทีมเข้าไปทำประตู ซึ่งจากความสามารถของเขานี้เองที่ช่วยให้ "ราชันชุดขาว" คว้าแชมป์รายการต่างๆมากมาย โดยเฉพาะการคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้ถึง 4 สมัยจาก 5 ฤดูกาลหลังสุด