กลยุทธ์แยกกันเดิน: “เมื่อรูบิโอสร้างกรอบ แต่ทรัมป์สร้างภาพ”
คำกล่าวของนายมาร์โก รูบิโอที่ว่า “มีความคืบหน้าครั้งสำคัญ แต่ยังไม่ใช่ความคืบหน้าขั้นสุดท้าย” สะท้อนถึงการแบ่งบทบาทกันเล่นอย่างมีนัยสำคัญ นี่คือกลยุทธ์สองทางที่รัฐบาลสหรัฐฯ มักนำมาใช้เมื่อต้องการผลประโยชน์เฉพาะหน้า
- ด้านหนึ่ง (ทางสายสถาบันและการทูต): รูบิโอรับบทบาทนักการทูตผู้ระมัดระวัง เดินสายไปยังประเทศแกนกลางอย่างอินเดีย และประสานงานผ่านตัวกลางภูมิภาคอย่างปากีสถานและกาตาร์ เพื่อร้อยเรียงข้อตกลงที่พอจะยอมรับได้ในระดับหนึ่ง เพื่อให้กลไกความร่วมมือระหว่างประเทศยังคงดูน่าเชื่อถือ
- อีกด้านหนึ่ง (ทางสายผู้นำและการตลาด): โดนัลด์ ทรัมป์ ใช้ทักษะความเป็น "นักเจรจาสายรุก" ที่พร้อมจะกดดันอย่างหนักหน่วงเพื่อชัยชนะส่วนตัว ป่าวประกาศว่าข้อตกลงอยู่ใน "ขั้นตอนสุดท้าย" เพื่อปั่นราคาทางการเมือง สร้างภาพลักษณ์ของการเป็น "ผู้สร้างสันติภาพ" (Peacemaker) และลดความตื่นตระหนกของตลาดทุนในทันที
การแยกกันเดินเช่นนี้ช่วยให้สหรัฐฯ ได้ประโยชน์ทั้งสองทางในระยะสั้น คือได้ลดแรงกดดันจากพันธมิตรและได้คะแนนนิยมจากสาธารณชน โดยที่ยังไม่ต้องลงนามในข้อตกลงที่มีผลผูกพันถาวรใด ๆ
ปัจจัย "ทรัมป์" กับความไม่แน่นอนเชิงโครงสร้าง
"เหตุผลสำคัญที่สุดที่ทำให้ข้อตกลงนี้ไม่มีทางเป็นสัญญาสันติภาพที่ยั่งยืน คือคุณลักษณะเฉพาะของโดนัลด์ ทรัมป์ ในฐานะ 'ผู้ตัดสินใจที่คาดเดาไม่ได้' (The Unpredictable Decider) ผู้ขับเคลื่อนด้วย 'สัญชาตญาณส่วนตัว' (Hunch-driven) และ 'สถานการณ์เฉพาะหน้า' (Ad-hoc conditions)"
ประวัติศาสตร์การเมืองชี้ให้เห็นแล้วว่า ทรัมป์ให้ความสำคัญกับ "ภาพลักษณ์ความชนะ" หรือศาสตร์แห่งการต่อรอง (The Art of the Deal) มากกว่าเนื้อหาทางยุทธศาสตร์ที่ลึกซึ้ง ต่อให้รูบิโอและทีมนักเจรจาจะทำงานหนักแค่ไหนในนิวเดลี แต่หากในนาทีสุดท้าย ทรัมป์รู้สึกว่าฝ่ายอิหร่านแสดงท่าทีที่ไม่ให้เกียรติ หรือหากเขาพบว่าการคว่ำโต๊ะเจรจาจะสร้างผลประโยชน์ทางการเมืองให้เขาได้มากกว่า เขาก็พร้อมที่จะฉีกร่างข้อตกลงนี้ทิ้งในพริบตา เหมือนที่เคยทำกับข้อตกลงนิวเคลียร์ (JCPOA) ในปี 2018
รอยร้าวภายในและช่องว่างที่ยังไม่ได้รับการเติมเต็ม
นอกจากความไม่แน่นอนจากตัวทรัมป์แล้ว รายงานจาก Washington Post ยังสะท้อนให้เห็นว่า มีแรงต้านอย่างรุนแรงจากกลุ่มอนุรักษนิยมสายเหยี่ยว (Republican Hawks) ในพรรครีพับลิกันเอง ไม่ว่าจะเป็นวุฒิสมาชิก เทด ครูซ (Ted Cruz) หรือ ลินด์เซย์ แกรแฮม (Lindsey Graham) ที่มองว่าดีลนี้คือการ "ยอมจำนน" รวมถึงพันธมิตรหลักอย่างอิสราเอลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ที่ยังคงกังวลเกี่ยวกับเงื่อนไขการหยุดยิงในเลบานอน ความขัดแย้งภายในโครงสร้างอำนาจนี้จึงเปรียบเสมือนระเบิดเวลาที่พร้อมจะทำลายดีลนี้ได้ตลอดเวลา
ยิ่งไปกว่านั้น ฝั่งอิหร่านเองก็ไม่ได้หลงกลท่าทีชวนเชื่อนี้อย่างง่ายดาย สัญญาณเตือนจากกรุงเตหะรานที่ระบุว่า “ช่องว่างในการเจรจายังคงลึกและมีนัยสำคัญ” ชี้ให้เห็นว่า ตราบใดที่ข้อเรียกร้องหลักเรื่องการยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลและการการันตีความมั่นคงที่เป็นลายลักษณ์อักษรไม่ได้รับการตอบสนอง สิ่งที่รูบิโอเรียกว่าความคืบหน้า ก็เป็นเพียงแค่บรรยากาศทางการทูตที่ว่างเปล่า
บทสรุป: สันติภาพแบบ “ขายผ้าเอาหน้ารอด”
ข้อตกลงที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้ - หากมันเกิดขึ้นจริง - จะไม่ใช่จุดเริ่มต้นของยุคสมัยแห่งสันติภาพในตะวันออกกลาง แต่มันคือ "พลาสเตอร์ยาชั่วคราว" ที่สหรัฐฯ นำมาแปะไว้เพื่อหยุดเลือดที่กำลังไหลนองจากแผลทางเศรษฐกิจและการทหารของตนเอง
มันคือการทูตแบบสร้างภาพเพื่อคะแนนนิยม (Public Relations Diplomacy) ที่มีวาระซ่อนเร้นในการซื้อเวลาและลดแรงกดดันเชิงโครงสร้าง โดยปล่อยให้รากเหง้าของความขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็นความทะยานอยากด้านนิวเคลียร์ของอิหร่าน หรือความมั่นคงของอิสราเอล ถูกซุกไว้ใต้พรม และตราบใดที่อนาคตของข้อตกลงนี้ยังแขวนอยู่บนเส้นด้ายแห่งสัญชาตญาณอันแปรปรวนของโดนัลด์ ทรัมป์ พลาสเตอร์ยาชิ้นนี้ก็พร้อมจะหลุดลอกออก และเผยให้เห็นบาดแผลฉกรรจ์ที่พร้อมจะปะทุเป็นสงครามใหญ่ได้อีกครั้งในอนาคตอันใกล้