เนชั่นทีวี

ข่าว

วิเคราะห์ดีลลับ "สหรัฐฯ-อิหร่าน" เกมการทูตพลาสเตอร์ยา "รูบิโอสร้างกรอบ ทรัมป์สร้างภาพ"

25 พ.ค. 2569 | thunchanok_kul

วิเคราะห์ดีลลับ "สหรัฐฯ-อิหร่าน" เกมการทูตพลาสเตอร์ยา "รูบิโอสร้างกรอบ ทรัมป์สร้างภาพ"

วิเคราะห์ดีลลับ! หยุดยิงประวัติศาสตร์ "สหรัฐฯ-อิหร่าน" คำแถลง "มาร์โก รูบิโอ" เป็นเพียงกลยุทธ์สองทาง "ขายผ้าเอาหน้ารอด" - ทำเนียบขาวหลังชนฝาเจอพิษเงินเฟ้อ-ปิดช่องแคบฮอร์มุซ

25 พฤษภาคม 2569 บทวิเคราะห์ของ อาจารย์กฤษฎา บุญเรือง นักวิชาการอิสระ (เผยแพร่เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2026) เรื่อง ‘จับตาดีลสหรัฐฯ-อิหร่าน: “รูบิโอสร้างกรอบ ทรัมป์สร้างภาพ” ในวันที่เกมการทูตเป็นเพียงพลาสเตอร์ห้ามเลือด’

โดย อาจารย์กฤษฎา ระบุว่า ความเคลื่อนไหวล่าสุดในวิกฤตการณ์ตะวันออกกลางกลายเป็นจุดสนใจของคนทั้งโลกทันที เมื่อนายมาร์โก รูบิโอ (Marco Rubio) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ออกมาแถลงระหว่างการเยือนกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2026 ว่าการเจรจาสันติภาพกับอิหร่านมีความคืบหน้าครั้งสำคัญ โดยระบุว่า “โลกอาจจะได้รับข่าวดีในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า” ท่ามกลางกระแสรับลูกจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่สำทับว่าข้อตกลงอยู่ในขั้นตอนสุดท้าย

ทว่าในทัศนะของผม ฉากทัศน์นี้คือกลยุทธ์สองทาง (Dual-track Strategy) ที่ไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน หากแต่เป็นเพียง “ข้อตกลงชั่วคราวเพื่อหยุดเลือด” (A temporary band-aid) ของรัฐบาลวอชิงตันที่กำลังเผชิญภาวะหลังชนฝา ทั้งในมิติเศรษฐกิจและข้อจำกัดทางทหาร จึงจำเป็นต้องใช้กลวิธีทางการทูตสร้างภาพลักษณ์เพื่อลดแรงกดดันระยะสั้น โดยที่โครงสร้างความขัดแย้งที่แท้จริงยังไม่ได้รับการแก้ไข และพร้อมจะล่มสลายได้ทุกเมื่อภายใต้การตัดสินใจที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ของผู้นำทำเนียบขาว

นายมาร์โก รูบิโอ (Marco Rubio) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ

เบื้องหลังพลาสเตอร์ยาชั่วคราว: แรงบีบเค้นทางเศรษฐกิจและการทหาร

เพื่อที่จะเข้าใจว่าทำไมความเคลื่อนไหวครั้งนี้จึงเป็นเพียงกลวิธีทางการเมืองและการทูตระยะสั้น เราจำเป็นต้องแยกแยะโครงสร้างปัญหาออกเป็นชั้น ๆ ตั้งแต่แรงขับเคลื่อนฉุกเฉินที่บังคับให้สหรัฐฯ ต้องเดินเกม ไปจนถึงรอยร้าวลึกในระบบการเมืองอเมริกันและพฤติกรรมศาสตร์ของตัวผู้นำเอง

สิ่งที่เราต้องยอมรับประการแรกคือ สหรัฐฯ ไม่ได้เดินเข้าสู่โต๊ะเจรจาด้วยเจตจำนงแห่งสันติภาพอันบริสุทธิ์ แต่เกิดจากภาวะใกล้จนแต้มเชิงยุทธศาสตร์ วิกฤตการณ์ปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยอิหร่านส่งผลสะเทือนรุนแรงต่อระบบพลังงานโลก น้ำมันและก๊าซธรรมชาติกว่า 20% ถูกกักตัวอยู่ในพื้นที่ความขัดแย้ง ส่งผลให้เงินเฟ้อทั่วโลกพุ่งทะยานและราคาพลังงานในประเทศดีดตัวสูงเกินกว่าที่ฐานเสียงของทรัมป์จะแบกรับไหว

เมื่อหันไปมองในมุมการทหาร ปฏิบัติการ "Epic Fury" (Operation Epic Fury) ของสหรัฐฯ ที่เปิดฉากอย่างดุดันในช่วงต้นปีได้มาถึงทางตัน ขีดจำกัดทางยุทธศาสตร์และคลังแสงอาวุธที่นักวิเคราะห์ประเมินว่ากำลังร่อยหรอจากการสู้รบในหลายแนวรบ ทำให้รัฐบาลวอชิงตันตระหนักดีว่า การทำสงครามเต็มรูปแบบและยืดเยื้อกับอิหร่านมีราคาที่ต้องจ่ายสูงเกินไปและอาจนำไปสู่ความล้มเหลวทางการเมืองอย่างย่อยยับ

ด้วยเหตุนี้ การแยกแยะปัญหา (De-coupling) โดยยอมรับข้อเสนอของอิหร่านที่จะยุติการสู้รบและเปิดช่องแคบฮอร์มุซก่อน แล้วค่อยโยนประเด็นนิวเคลียร์ไปเจรจาในอนาคต จึงเป็นวิธีที่เร็วที่สุดในการ "หยุดเลือด" หรือระงับความเสียหายทางเศรษฐกิจและการเมืองภายในประเทศของตนเอง

วิเคราะห์ดีลลับ "สหรัฐฯ-อิหร่าน" เกมการทูตพลาสเตอร์ยา "รูบิโอสร้างกรอบ ทรัมป์สร้างภาพ"  

กลยุทธ์แยกกันเดิน: “เมื่อรูบิโอสร้างกรอบ แต่ทรัมป์สร้างภาพ”

คำกล่าวของนายมาร์โก รูบิโอที่ว่า “มีความคืบหน้าครั้งสำคัญ แต่ยังไม่ใช่ความคืบหน้าขั้นสุดท้าย” สะท้อนถึงการแบ่งบทบาทกันเล่นอย่างมีนัยสำคัญ นี่คือกลยุทธ์สองทางที่รัฐบาลสหรัฐฯ มักนำมาใช้เมื่อต้องการผลประโยชน์เฉพาะหน้า

  • ด้านหนึ่ง (ทางสายสถาบันและการทูต): รูบิโอรับบทบาทนักการทูตผู้ระมัดระวัง เดินสายไปยังประเทศแกนกลางอย่างอินเดีย และประสานงานผ่านตัวกลางภูมิภาคอย่างปากีสถานและกาตาร์ เพื่อร้อยเรียงข้อตกลงที่พอจะยอมรับได้ในระดับหนึ่ง เพื่อให้กลไกความร่วมมือระหว่างประเทศยังคงดูน่าเชื่อถือ
  • อีกด้านหนึ่ง (ทางสายผู้นำและการตลาด): โดนัลด์ ทรัมป์ ใช้ทักษะความเป็น "นักเจรจาสายรุก" ที่พร้อมจะกดดันอย่างหนักหน่วงเพื่อชัยชนะส่วนตัว ป่าวประกาศว่าข้อตกลงอยู่ใน "ขั้นตอนสุดท้าย" เพื่อปั่นราคาทางการเมือง สร้างภาพลักษณ์ของการเป็น "ผู้สร้างสันติภาพ" (Peacemaker) และลดความตื่นตระหนกของตลาดทุนในทันที

การแยกกันเดินเช่นนี้ช่วยให้สหรัฐฯ ได้ประโยชน์ทั้งสองทางในระยะสั้น คือได้ลดแรงกดดันจากพันธมิตรและได้คะแนนนิยมจากสาธารณชน โดยที่ยังไม่ต้องลงนามในข้อตกลงที่มีผลผูกพันถาวรใด ๆ

 

ปัจจัย "ทรัมป์" กับความไม่แน่นอนเชิงโครงสร้าง

"เหตุผลสำคัญที่สุดที่ทำให้ข้อตกลงนี้ไม่มีทางเป็นสัญญาสันติภาพที่ยั่งยืน คือคุณลักษณะเฉพาะของโดนัลด์ ทรัมป์ ในฐานะ 'ผู้ตัดสินใจที่คาดเดาไม่ได้' (The Unpredictable Decider) ผู้ขับเคลื่อนด้วย 'สัญชาตญาณส่วนตัว' (Hunch-driven) และ 'สถานการณ์เฉพาะหน้า' (Ad-hoc conditions)"
ประวัติศาสตร์การเมืองชี้ให้เห็นแล้วว่า ทรัมป์ให้ความสำคัญกับ "ภาพลักษณ์ความชนะ" หรือศาสตร์แห่งการต่อรอง (The Art of the Deal) มากกว่าเนื้อหาทางยุทธศาสตร์ที่ลึกซึ้ง ต่อให้รูบิโอและทีมนักเจรจาจะทำงานหนักแค่ไหนในนิวเดลี แต่หากในนาทีสุดท้าย ทรัมป์รู้สึกว่าฝ่ายอิหร่านแสดงท่าทีที่ไม่ให้เกียรติ หรือหากเขาพบว่าการคว่ำโต๊ะเจรจาจะสร้างผลประโยชน์ทางการเมืองให้เขาได้มากกว่า เขาก็พร้อมที่จะฉีกร่างข้อตกลงนี้ทิ้งในพริบตา เหมือนที่เคยทำกับข้อตกลงนิวเคลียร์ (JCPOA) ในปี 2018

 

รอยร้าวภายในและช่องว่างที่ยังไม่ได้รับการเติมเต็ม

นอกจากความไม่แน่นอนจากตัวทรัมป์แล้ว รายงานจาก Washington Post ยังสะท้อนให้เห็นว่า มีแรงต้านอย่างรุนแรงจากกลุ่มอนุรักษนิยมสายเหยี่ยว (Republican Hawks) ในพรรครีพับลิกันเอง ไม่ว่าจะเป็นวุฒิสมาชิก เทด ครูซ (Ted Cruz) หรือ ลินด์เซย์ แกรแฮม (Lindsey Graham) ที่มองว่าดีลนี้คือการ "ยอมจำนน" รวมถึงพันธมิตรหลักอย่างอิสราเอลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ที่ยังคงกังวลเกี่ยวกับเงื่อนไขการหยุดยิงในเลบานอน ความขัดแย้งภายในโครงสร้างอำนาจนี้จึงเปรียบเสมือนระเบิดเวลาที่พร้อมจะทำลายดีลนี้ได้ตลอดเวลา

ยิ่งไปกว่านั้น ฝั่งอิหร่านเองก็ไม่ได้หลงกลท่าทีชวนเชื่อนี้อย่างง่ายดาย สัญญาณเตือนจากกรุงเตหะรานที่ระบุว่า “ช่องว่างในการเจรจายังคงลึกและมีนัยสำคัญ” ชี้ให้เห็นว่า ตราบใดที่ข้อเรียกร้องหลักเรื่องการยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลและการการันตีความมั่นคงที่เป็นลายลักษณ์อักษรไม่ได้รับการตอบสนอง สิ่งที่รูบิโอเรียกว่าความคืบหน้า ก็เป็นเพียงแค่บรรยากาศทางการทูตที่ว่างเปล่า

 

บทสรุป: สันติภาพแบบ “ขายผ้าเอาหน้ารอด”

ข้อตกลงที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้ - หากมันเกิดขึ้นจริง - จะไม่ใช่จุดเริ่มต้นของยุคสมัยแห่งสันติภาพในตะวันออกกลาง แต่มันคือ "พลาสเตอร์ยาชั่วคราว" ที่สหรัฐฯ นำมาแปะไว้เพื่อหยุดเลือดที่กำลังไหลนองจากแผลทางเศรษฐกิจและการทหารของตนเอง

มันคือการทูตแบบสร้างภาพเพื่อคะแนนนิยม (Public Relations Diplomacy) ที่มีวาระซ่อนเร้นในการซื้อเวลาและลดแรงกดดันเชิงโครงสร้าง โดยปล่อยให้รากเหง้าของความขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็นความทะยานอยากด้านนิวเคลียร์ของอิหร่าน หรือความมั่นคงของอิสราเอล ถูกซุกไว้ใต้พรม และตราบใดที่อนาคตของข้อตกลงนี้ยังแขวนอยู่บนเส้นด้ายแห่งสัญชาตญาณอันแปรปรวนของโดนัลด์ ทรัมป์ พลาสเตอร์ยาชิ้นนี้ก็พร้อมจะหลุดลอกออก และเผยให้เห็นบาดแผลฉกรรจ์ที่พร้อมจะปะทุเป็นสงครามใหญ่ได้อีกครั้งในอนาคตอันใกล้

(แฟ้มภาพ)