จอห์นส์ ฮอปกินส์ x แพทย์ มช. ดัน AIRRE เซฟ 23 ทารกเสี่ยงตาบอดจาก ROP
26 ส.ค. 2569 | nation_ent

จอห์นส์ ฮอปกินส์–แพทย์ฯ มช. เดินหน้า AIRRE ในไทย ป้องกันทารกเสี่ยงตาบอด พบ ROP รักษาทันก่อนสูญเสียการมองเห็น
ข่าว
26 ส.ค. 2569 | nation_ent

จอห์นส์ ฮอปกินส์–แพทย์ฯ มช. เดินหน้า AIRRE ในไทย ป้องกันทารกเสี่ยงตาบอด พบ ROP รักษาทันก่อนสูญเสียการมองเห็น
ศูนย์วิจัยและรักษาโรคจอตา อยู่วิทยา โกลบอล แอร์ (AIRRE) เผยความคืบหน้าโครงการป้องกันภาวะตาบอดในทารกแรกเกิด หลังติดตามทารกกลุ่มเสี่ยง 60 คน ผ่านภาพถ่ายจอประสาทตามากกว่า 6,000 ภาพ พบภาวะจอประสาทตาผิดปกติในทารกคลอดก่อนกำหนด หรือ ROP จำนวน 23 คน และได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม ช่วยให้เด็กทั้งหมดสามารถหลีกเลี่ยงภาวะตาบอดถาวรได้
ทั้งนี้ โรค ROP ถือเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของภาวะตาบอดในเด็กไทย โดยมีข้อมูลระบุว่า เด็กไทยที่ตาบอดกว่า 2 ใน 3 เกิดจากโรค ROP ขณะที่ในทารกแรกเกิดทุก 1,000 คน พบภาวะตาบอดประมาณ 1 คน สะท้อนความสำคัญของการคัดกรองและรักษาอย่างทันท่วงที โดย AIRRE เตรียมต่อยอดระบบคัดกรองด้วยเทคโนโลยีและ AI ขยายเครือข่ายไปยังพื้นที่ห่างไกลและประเทศเพื่อนบ้าน
ศาสตราจารย์ นพ.นีล เอ็ม. เบรสเลอร์ ผู้อำนวยการศูนย์ AIRRE ณ สถาบันจักษุวิทยาวิลเมอร์ คณะแพทยศาสตร์และโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือระหว่างสถาบันจักษุวิทยาวิลเมอร์ มหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์ ศูนย์ AIRRE และภาควิชาจักษุวิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีเป้าหมายป้องกันการสูญเสียการมองเห็นในทารก โดยเฉพาะ ROP ซึ่งพบได้ในทารกคลอดก่อนกำหนดและจำเป็นต้องตรวจพบและรักษาอย่างรวดเร็ว
โครงการเริ่มเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2567 และดำเนินงานต่อเนื่อง 2 ปี โดยทีมแพทย์ติดตามทารกกลุ่มเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การตรวจคัดกรอง การประเมินอาการ ไปจนถึงการรักษาตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ รวมถึงการรักษาด้วยเลเซอร์จอประสาทตาในรายที่จำเป็น
เบรสเลอร์กล่าวว่า หัวใจสำคัญของโครงการคือการทำให้ทารกกลุ่มเสี่ยงได้รับการตรวจพบความผิดปกติตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โดยเฉพาะเด็กในพื้นที่ที่ขาดแคลนจักษุแพทย์เฉพาะทาง ผ่านการใช้กล้องถ่ายภาพจอประสาทตาแบบมุมกว้างสำหรับเด็ก ซึ่งบุคลากรที่ผ่านการฝึกอบรมสามารถใช้งานเพื่อบันทึกภาพและส่งข้อมูลให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญประเมินจากระยะไกลได้
“เฉลิม อยู่วิทยา เป็นผู้ที่เห็นความสำคัญของปัญหานี้และนำเรื่องดังกล่าวมาหารือ จนพัฒนาเป็นความร่วมมือที่ช่วยผลักดันโครงการให้เกิดขึ้นจริง” เบรสเลอร์กล่าว
การสนับสนุนโครงการรวมมูลค่ากว่า 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 330 ล้านบาท ครอบคลุมทุนวิจัยและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยหนึ่งในอุปกรณ์สำคัญคือกล้องถ่ายภาพจอประสาทตาแบบมุมกว้างสำหรับเด็ก ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 125,000 ดอลลาร์สหรัฐ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ พญ.อัจฉรียา วิวัฒน์วงศ์วนา หัวหน้าหน่วยจักษุวิทยาเด็กและตาเข ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า การคัดกรอง ROP ยังคงมีข้อจำกัดในหลายพื้นที่ ทั้งด้านจำนวนบุคลากร อุปกรณ์ การเดินทาง และค่าใช้จ่าย โดยทารกกลุ่มเสี่ยง เช่น มีอายุครรภ์ไม่ถึง 30 สัปดาห์ หรือน้ำหนักแรกเกิดต่ำกว่า 1,500 กรัม จำเป็นต้องได้รับการตรวจคัดกรองภายในช่วงเวลาที่เหมาะสม และหากพบความผิดปกติต้องได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว
การนำระบบถ่ายภาพจอประสาทตามาใช้ ช่วยให้บุคลากรในพื้นที่สามารถเก็บภาพและส่งต่อให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญประเมินได้ ลดข้อจำกัดด้านระยะทาง และเพิ่มโอกาสให้เด็กได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที
พญ.อัจฉรียา กล่าวว่า ในโครงการมีเด็กคนหนึ่งซึ่งคลอดก่อนกำหนดและได้รับการตรวจพบความผิดปกติ ก่อนเข้าสู่การรักษาได้ทันเวลา ขณะที่พี่ของเด็กเคยสูญเสียการมองเห็นจากภาวะที่เกี่ยวข้องกับการคลอดก่อนกำหนด เนื่องจากไม่สามารถเข้าถึงการคัดกรองได้ทัน เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
สำหรับการดำเนินงานระยะต่อไป ศูนย์ AIRRE มีแผนพัฒนาระบบคัดกรองและการวิจัยโดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ร่วมกับระบบถ่ายภาพจอประสาทตาขั้นสูง รวมถึงสร้างความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย โรงพยาบาล และองค์กรที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรและขยายการเข้าถึงการตรวจคัดกรองไปยังพื้นที่ห่างไกล
นอกจากนี้ ยังมีการนำผลการวิจัยและรูปแบบการดำเนินงานของโครงการไปศึกษาเพื่อปรับใช้ในประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีมาเลเซียเป็นหนึ่งในประเทศที่นำแนวทางดังกล่าวไปพิจารณาประยุกต์ใช้
เป้าหมายระยะยาวของโครงการคือการพัฒนาระบบที่สามารถเชื่อมโยงบุคลากรในพื้นที่กับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญผ่านเทคโนโลยี เพื่อลดข้อจำกัดด้านการเข้าถึงบริการ และเพิ่มโอกาสให้ทารกกลุ่มเสี่ยงได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที ทั้งในประเทศไทยและประเทศในภูมิภาค
เบรสเลอร์กล่าวว่า การพัฒนาศูนย์ AIRRE ในระยะต่อไปจะมุ่งสร้างองค์ความรู้และเครือข่ายด้านโรคจอตา โดยนำเทคโนโลยีและข้อมูลจากการวิจัยมาพัฒนาการคัดกรองและการรักษา เพื่อขยายประโยชน์จากโครงการไปยังผู้ป่วยในช่วงวัยต่างๆ รวมถึงพื้นที่ที่ยังมีข้อจำกัดด้านการเข้าถึงบริการเฉพาะทาง