ดังนั้น ก.บ.ศ. ทั้ง 12 จึงเสนอให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษาทั้งระบบ ทั้งกระบวนการบังคับโทษ และมาตรการป้องกันการกระทำผิดซ้ำ เพื่อให้การบังคับโทษมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับการอำนวยความยุติธรรม
แหล่งข่าวจากศาลอธิบาย ว่า การขยับของ ก.บ.ศ. ครั้งนี้เกิดจากความกังวลต่อข่าวคดีร้ายแรงที่ ศาลพิพากษาลงโทษสูง แต่ผู้ต้องขังกลับถูกควบคุมตัวในระยะเวลาสั้น ก่อนพ้นโทษและบางรายกลับไปก่อเหตุซ้ำ
ทำให้ประชาชนบางส่วนเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า ศาลเป็นผู้กำหนดระยะเวลาที่นักโทษต้องอยู่ในเรือนจำทั้งหมด ทั้งที่ในความเป็นจริง ศาลมีหน้าที่พิจารณาและพิพากษาคดี ส่วนการบังคับโทษเป็นอำนาจหน้าที่ของกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม
แต่เมื่อการรับโทษจริงแตกต่างจากคำพิพากษาอย่างมาก ภาพที่เกิดขึ้นกลับส่งผลย้อนกลับมาที่ ความเชื่อถือศรัทธาต่อศาลและกระบวนการยุติธรรม
ก.บ.ศ.จึงเห็นว่าควรมีการศึกษา วิจัย และพัฒนาระบบบังคับโทษอย่างจริงจัง เพื่อให้สอดคล้องกับการอำนวยความยุติธรรม
กรณี “เล่าต๋า แสนลี่” ก็เป็นอีกกรณีที่ทำให้คำถามเรื่องนี้ชัดขึ้น โดยเดิมศาลพิพากษาถึงขั้นประหารชีวิต ก่อนลดเหลือจำคุกตลอดชีวิต ต่อมาได้รับการลดโทษหลายครั้ง จนได้รับการปล่อยตัวเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 ถูกคุมขังรวมแค่ 9 ปี 10 เดือน 8 วัน
จึงเกิดคำถามสำคัญว่า หากศาลกำหนดโทษไว้สูง แต่เมื่อผ่านกระบวนการบังคับโทษแล้ว ระยะเวลาที่รับโทษจริงลดลงอย่างมาก จะทำอย่างไรให้คำพิพากษายังคงมีความหมาย
การลงชื่อของ 12 ก.บ.ศ. จึงถือเป็นสัญญาณสำคัญ เพราะเป็นการเสนอจากฝ่ายตุลาการโดยตรงให้ประธานศาลฎีกานำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของ ก.บ.ศ. เป็นจุดเริ่มต้นของการเปิดโต๊ะ ทบทวนระบบบังคับโทษทางอาญา ไม่ได้มุ่งกล่าวโทษหน่วยงานใด
ถกเกณฑ์จำคุกขั้นต่ำของนักโทษประหาร-คุกตลอดชีวิต ก่อนได้รับการลดโทษ
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ที่ผ่านมา คณะทำงานทบทวนและพัฒนาประสิทธิภาพการบังคับโทษทางอาญา และทบทวนมาตรการป้องกันการกระทำผิดซ้ำ นำโดย พล.ต.ท.สายเพชร ศรีสังข์ ที่ปรึกษาของ รมว.ยุติธรรม ได้รับมอบหมายจาก พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม เป็นประธานการประชุม และมี พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล อธิบดีกรมราชทัณฑ์ และ ร.ต.อ.สุรวุฒิ รังไสย์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมครั้งที่ 2/2569
โดยเป็นการประชุม เพื่อสรุปผลการหารือ วางกรอบ หลักเกณฑ์ แนวทางปฏิบัติสำหรับร่างกฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาด และเงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการลดวันต้องโทษจำคุกหรือการพักการลงโทษและได้รับการปล่อยตัวต้องปฏิบัติ (ฉบับที่...) พ.ศ. .... ได้ประชุมกันที่กระทรวงยุติธรรม
สาระสำคัญเป็นการเพิ่มเติมกำหนดระยะเวลารับโทษจำคุกขั้นต่ำกับผู้ต้องขังโทษสูง (ประหารชีวิต/จำคุกตลอดชีวิต)
ต่อมา พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยสั้นๆ ว่า การประชุมยังไม่มีผลเป็นที่สุด เพราะยังไม่สมบูรณ์แล้วเสร็จ ส่วนกรณีหากผู้ต้องขังรายใดในอนาคตต้องคำพิพากษาโทษประหารชีวิต เบื้องต้นมีการกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำว่าจะต้องรับโทษจริงมาไม่ต่ำกว่า 25 ปี ก่อนจะได้รับการปรับเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาดจริง แต่ในประเด็นนี้ที่ประชุมก็ยังไม่ได้ผลเป็นที่ยุติสมบูรณ์ ยังไม่ได้ข้อสรุป
ส่วน รายงานภายในที่ประชุมคณะทำงานทบทวนและพัฒนาประสิทธิภาพการบังคับโทษทางอาญา และทบทวนมาตรการป้องกันการกระทำผิดซ้ำ ระบุว่า ในที่ประชุมของคณะทำงานวันนี้ ได้มีการเสนออัตราโทษขั้นต่ำของแต่ละรายคดี ที่เป็นโทษสูง โทษร้ายแรง ว่าผู้ต้องขังจะต้องรับโทษจริงภายในเรือนจำเป็นระยะเวลากี่ปี ก่อนที่จะได้รับการปรับเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาด ซึ่งเบื้องต้นมีการนำเสนออัตราโทษขั้นต่ำ ดังนี้
ชงโทษประหารให้จำคุก 25 ปี ส่วนคุกตลอดชีวิต จำคุก 20 ปี ก่อนได้เลื่อนชั้นลดโทษ
นักโทษเด็ดขาดที่ศาลได้มีคำพิพากษาให้ประหารชีวิต จะเลื่อนชั้นกรณีปกติ หรือเลื่อนชั้นกรณีมีเหตุพิเศษได้ต้องเป็นนักโทษเด็ดขาดซึ่งถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำมาแล้วไม่น้อยกว่า 25 ปี นับแต่วันคดีถึงที่สุด ขณะที่นักโทษเด็ดขาดที่ศาลได้มีคำพิพากษาให้ต้องโทษจำคุกตลอดชีวิต จะเลื่อนชั้นกรณีปกติหรือเลื่อนชั้นกรณีมีเหตุพิเศษได้ ต้องเป็นนักโทษเด็ดขาดซึ่งถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำมาแล้วไม่น้อยกว่า 20 ปี นับแต่วันคดีถึงที่สุด เป็นต้น