เนชั่นทีวี

ข่าว

12 ก.บ.ศ. ชง "ปธ.ฎีกา" ตั้ง คกก. รื้อระบบบังคับโทษทางอาญา โฟกัสประหารชีวิต-จำคุกตลอดชีวิต

26 ส.ค. 2569 | prisana_tha

12 ก.บ.ศ. ชง "ปธ.ฎีกา" ตั้ง คกก. รื้อระบบบังคับโทษทางอาญา โฟกัสประหารชีวิต-จำคุกตลอดชีวิต

12 ก.บ.ศ. ชง "ปธ.ฎีกา" ตั้ง คกก. รื้อระบบบังคับโทษทางอาญา ขณะที่ คกก.ชงโทษประหารต้องติดคุกจริง 25 ปี ส่วนจำคุกตลอดชีวิตต้องติดคุกจริง 20 ปี ก่อนได้เลื่อนชั้นลดโทษ

12 ก.บ.ศ. ชง "ปธ.ฎีกา" ตั้ง คกก. รื้อระบบบังคับโทษทางอาญา ขณะที่ คกก.ชงโทษประหารต้องติดคุกจริง 25 ปี ส่วนจำคุกตลอดชีวิตต้องติดคุกจริง 20 ปี ก่อนได้เลื่อนชั้นลดโทษ

KEY

POINTS

  • 12 ก.บ.ศ. เเสนอประธานศาลฎีกาตั้งคณะกรรมการศึกษาและพัฒนาระบบบังคับโทษทางอาญา หลังคดี “ทักษิณ ชั้น 14” และคดีร้ายแรงหลายคดี อาทิ คดีเล่าต๋า สะท้อนช่องว่างระหว่างโทษตามคำพิพากษากับระยะเวลาที่รับโทษจริง
  • ก.บ.ศ. ชี้กรณีศาลพิพากษาโทษสูง แต่ผู้ต้องขังได้รับการลดโทษจนพ้นเรือนจำเร็ว อาจทำให้ประชาชนเข้าใจว่าศาลเป็นผู้กำหนดระยะเวลาจำคุกทั้งหมด ทั้งที่การบังคับโทษอยู่ในอำนาจกรมราชทัณฑ์
  • คณะทำงานกระทรวงยุติธรรมเสนอเบื้องต้น ผู้ต้องโทษประหารต้องจำคุกจริงอย่างน้อย 25 ปี ส่วนโทษจำคุกตลอดชีวิตอย่างน้อย 20 ปี ก่อนเลื่อนชั้นและเข้าสู่กระบวนการลดโทษ แต่ยังไม่ถือเป็นข้อสรุปสุดท้าย

จากคดี “ทักษิณ ชั้น 14” ที่ศาลฎีกาฯ มีคำสั่งชัดว่า การส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลตำรวจไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่นับเป็นการบังคับโทษตามกฎหมาย จนต้องกลับเข้าสู่เรือนจำอีกครั้ง

 

ประเด็นนี้กลายเป็นภาพสะท้อนปัญหาระบบบังคับโทษของไทย และ ล่าสุด 12 คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม(ก.บ.ศ.) สายผู้พิพากษา ลงชื่อเสนอประธานศาลฎีกา ตั้งคณะกรรมการศึกษาและพัฒนาระบบบังคับโทษทางอาญา

 

โดยในการประชุมคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม หรือ ก.บ.ศ. ครั้งที่ 8/2569 เมื่อวันที่ 24 ส.ค.69 ที่ศาลฎีกา โดยมีนายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา เป็นประธานการประชุม

ก.บ.ศ. สายผู้ทรงคุณวุฒิจากข้าราชการตุลาการ 12 คน ซึ่งคัดเลือกจากผู้พิพากษาทั่วประเทศ ชั้นศาลละ 4 คน ร่วมลงชื่อทำบันทึกข้อความเสนอให้บรรจุวาระ ตั้ง “คณะกรรมการศึกษาและพัฒนาการบังคับโทษทางอาญา และมาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำที่มีประสิทธิภาพ”

 

สาระสำคัญที่ ก.บ.ศ. หยิบยกขึ้นมา คือ คดีอาญาร้ายแรงที่ศาลพิพากษาประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต แต่ในชั้นบังคับโทษมีการลดโทษหลายครั้ง จนผู้ต้องขังรับโทษจริงแตกต่างจากคำพิพากษาอย่างมาก

 

เมื่อเกิดสภาพเช่นนี้อาจทำให้ประชาชนเกิดความไม่เชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมทางอาญาทั้งระบบ และยิ่งมีกรณีผู้พ้นโทษบางรายกลับมากระทำผิดร้ายแรงซ้ำ ยิ่งทำให้ประชาชนเกิดความรู้สึกไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

ดังนั้น ก.บ.ศ. ทั้ง 12 จึงเสนอให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษาทั้งระบบ ทั้งกระบวนการบังคับโทษ และมาตรการป้องกันการกระทำผิดซ้ำ เพื่อให้การบังคับโทษมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับการอำนวยความยุติธรรม

 

แหล่งข่าวจากศาลอธิบาย ว่า การขยับของ ก.บ.ศ. ครั้งนี้เกิดจากความกังวลต่อข่าวคดีร้ายแรงที่ ศาลพิพากษาลงโทษสูง แต่ผู้ต้องขังกลับถูกควบคุมตัวในระยะเวลาสั้น ก่อนพ้นโทษและบางรายกลับไปก่อเหตุซ้ำ

 

ทำให้ประชาชนบางส่วนเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า ศาลเป็นผู้กำหนดระยะเวลาที่นักโทษต้องอยู่ในเรือนจำทั้งหมด ทั้งที่ในความเป็นจริง ศาลมีหน้าที่พิจารณาและพิพากษาคดี ส่วนการบังคับโทษเป็นอำนาจหน้าที่ของกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม

 

แต่เมื่อการรับโทษจริงแตกต่างจากคำพิพากษาอย่างมาก ภาพที่เกิดขึ้นกลับส่งผลย้อนกลับมาที่ ความเชื่อถือศรัทธาต่อศาลและกระบวนการยุติธรรม

 

ก.บ.ศ.จึงเห็นว่าควรมีการศึกษา วิจัย และพัฒนาระบบบังคับโทษอย่างจริงจัง เพื่อให้สอดคล้องกับการอำนวยความยุติธรรม

 

กรณี “เล่าต๋า แสนลี่” ก็เป็นอีกกรณีที่ทำให้คำถามเรื่องนี้ชัดขึ้น โดยเดิมศาลพิพากษาถึงขั้นประหารชีวิต ก่อนลดเหลือจำคุกตลอดชีวิต ต่อมาได้รับการลดโทษหลายครั้ง จนได้รับการปล่อยตัวเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 ถูกคุมขังรวมแค่ 9 ปี 10 เดือน 8 วัน

 

จึงเกิดคำถามสำคัญว่า หากศาลกำหนดโทษไว้สูง แต่เมื่อผ่านกระบวนการบังคับโทษแล้ว ระยะเวลาที่รับโทษจริงลดลงอย่างมาก จะทำอย่างไรให้คำพิพากษายังคงมีความหมาย

 

การลงชื่อของ 12 ก.บ.ศ. จึงถือเป็นสัญญาณสำคัญ เพราะเป็นการเสนอจากฝ่ายตุลาการโดยตรงให้ประธานศาลฎีกานำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของ ก.บ.ศ. เป็นจุดเริ่มต้นของการเปิดโต๊ะ ทบทวนระบบบังคับโทษทางอาญา ไม่ได้มุ่งกล่าวโทษหน่วยงานใด

 

ถกเกณฑ์จำคุกขั้นต่ำของนักโทษประหาร-คุกตลอดชีวิต ก่อนได้รับการลดโทษ

 

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ที่ผ่านมา คณะทำงานทบทวนและพัฒนาประสิทธิภาพการบังคับโทษทางอาญา และทบทวนมาตรการป้องกันการกระทำผิดซ้ำ นำโดย พล.ต.ท.สายเพชร ศรีสังข์ ที่ปรึกษาของ รมว.ยุติธรรม ได้รับมอบหมายจาก พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม เป็นประธานการประชุม และมี พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล อธิบดีกรมราชทัณฑ์ และ ร.ต.อ.สุรวุฒิ รังไสย์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมครั้งที่ 2/2569

 

โดยเป็นการประชุม เพื่อสรุปผลการหารือ วางกรอบ หลักเกณฑ์ แนวทางปฏิบัติสำหรับร่างกฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาด และเงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการลดวันต้องโทษจำคุกหรือการพักการลงโทษและได้รับการปล่อยตัวต้องปฏิบัติ (ฉบับที่...) พ.ศ. .... ได้ประชุมกันที่กระทรวงยุติธรรม

 

สาระสำคัญเป็นการเพิ่มเติมกำหนดระยะเวลารับโทษจำคุกขั้นต่ำกับผู้ต้องขังโทษสูง (ประหารชีวิต/จำคุกตลอดชีวิต)

 

ต่อมา พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยสั้นๆ ว่า การประชุมยังไม่มีผลเป็นที่สุด เพราะยังไม่สมบูรณ์แล้วเสร็จ ส่วนกรณีหากผู้ต้องขังรายใดในอนาคตต้องคำพิพากษาโทษประหารชีวิต เบื้องต้นมีการกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำว่าจะต้องรับโทษจริงมาไม่ต่ำกว่า 25 ปี ก่อนจะได้รับการปรับเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาดจริง แต่ในประเด็นนี้ที่ประชุมก็ยังไม่ได้ผลเป็นที่ยุติสมบูรณ์ ยังไม่ได้ข้อสรุป

 

ส่วน รายงานภายในที่ประชุมคณะทำงานทบทวนและพัฒนาประสิทธิภาพการบังคับโทษทางอาญา และทบทวนมาตรการป้องกันการกระทำผิดซ้ำ ระบุว่า ในที่ประชุมของคณะทำงานวันนี้ ได้มีการเสนออัตราโทษขั้นต่ำของแต่ละรายคดี ที่เป็นโทษสูง โทษร้ายแรง ว่าผู้ต้องขังจะต้องรับโทษจริงภายในเรือนจำเป็นระยะเวลากี่ปี ก่อนที่จะได้รับการปรับเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาด ซึ่งเบื้องต้นมีการนำเสนออัตราโทษขั้นต่ำ ดังนี้

 

ชงโทษประหารให้จำคุก 25 ปี ส่วนคุกตลอดชีวิต จำคุก 20 ปี ก่อนได้เลื่อนชั้นลดโทษ

 

นักโทษเด็ดขาดที่ศาลได้มีคำพิพากษาให้ประหารชีวิต จะเลื่อนชั้นกรณีปกติ หรือเลื่อนชั้นกรณีมีเหตุพิเศษได้ต้องเป็นนักโทษเด็ดขาดซึ่งถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำมาแล้วไม่น้อยกว่า 25 ปี นับแต่วันคดีถึงที่สุด ขณะที่นักโทษเด็ดขาดที่ศาลได้มีคำพิพากษาให้ต้องโทษจำคุกตลอดชีวิต จะเลื่อนชั้นกรณีปกติหรือเลื่อนชั้นกรณีมีเหตุพิเศษได้ ต้องเป็นนักโทษเด็ดขาดซึ่งถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำมาแล้วไม่น้อยกว่า 20 ปี นับแต่วันคดีถึงที่สุด เป็นต้น

 

12 ก.บ.ศ. ชง "ปธ.ฎีกา" ตั้ง คกก. รื้อระบบบังคับโทษทางอาญา โฟกัสประหารชีวิต-จำคุกตลอดชีวิต 12 ก.บ.ศ. ชง "ปธ.ฎีกา" ตั้ง คกก. รื้อระบบบังคับโทษทางอาญา โฟกัสประหารชีวิต-จำคุกตลอดชีวิต

ข่าวล่าสุด