จาก “โกงสอบ” สู่ “ระบอบเครือญาติ” ท้องถิ่นใครกินรวบ!
28 มิ.ย. 2569 | กองบรรณาธิการ Nation TV

จาก “โกงสอบ” สู่ “ระบอบเครือญาติ” ท้องถิ่นใครกินรวบ? เผยเครือญาติตระกูลดังสอบติดยกครัวจนน่าอัศจรรย์
ข่าว
28 มิ.ย. 2569 | กองบรรณาธิการ Nation TV

จาก “โกงสอบ” สู่ “ระบอบเครือญาติ” ท้องถิ่นใครกินรวบ? เผยเครือญาติตระกูลดังสอบติดยกครัวจนน่าอัศจรรย์
KEY
POINTS
27 มิถุนายน 2569 ความคืบหน้าคดีทุจริตสอบแข่งขันบรรจุข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น ประจำปี 2568 ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปปป. และ ป.ป.ช. บุกทลายจับกุมคาเซฟเฮาส์บริษัทแห่งหนึ่งย่านบางใหญ่ จ.นนทบุรี ขณะกำลังลักลอบแก้ไขคะแนนและกระดาษคำตอบกว่า 3,000 ฉบับ โดยล่าสุดพบว่าขบวนการนี้เชื่อมโยงไปสู่ระบบอุปถัมภ์และ "ระบอบเครือญาติ" ที่เข้าไปกินรวบตำแหน่งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศอย่างน่ากังขา
โดยหนึ่งในบุคคลที่ถูกจับตาในคดีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น คือ จ่าสิบตรี ดร.พิชิต หรือ “จ่าพิชิต” ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และงบประมาณ เทศบาลเมืองวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ เบื้องต้นมีข้อมูลระบุว่า ส่งตัวแทนชิงยื่นใบลาออกแล้ว เพื่อเปิดทางให้มีการตรวจสอบด้วยความโปร่งใส
ความน่าสนใจของกรณีนี้ ไม่ใช่แค่ “จ่าพิชิต” ถูกกล่าวหาเกี่ยวข้องกับสถานที่และทีมงานที่ถูกตำรวจ ปปป. และ ป.ป.ช.บุกจับคาบริษัทแถวบางใหญ่ นนทบุรี ขณะกำลังสุมหัวกันแก้คะแนน แก้กระดาษคำตอบ ในการสอบบรรจุข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น ประจำปี 2568 เท่านั้น
แต่ “จ่าพิชิต” ยังมีเครือญาติและคนในครอบครัวทำงานในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอีกหลายคน
แม้เรื่องนี้จะไม่ผิดกฎหมาย แต่ก็ทำให้สังคมสงสัยในแง่ของ “ระบบอุปถัมภ์” และ “ธรรมาภิบาล”ได้เหมือนกัน
ทั้งนี้ จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า จ่าสิบตรี ดร.พิชิต ซึ่งเคยเป็นทหารมาก่อน มีความเกี่ยวข้องทางเครือญาติกับฝ่ายบริหารของเทศบาลเมืองวิเชียรบุรี โดยนายกเทศมนตรีเมืองวิเชียรบุรี เป็นน้องชายแท้ๆ ของเขาเอง ส่งผลให้เมื่อต้องดำเนินการทางวินัยหรือแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน “จ่าพิชิต” ทำให้ตัวนายกเทศมนตรีไม่สามารถใช้อำนาจลงนามในคำสั่งที่เกี่ยวข้องกับพี่ชายของตัวเองได้ เนื่องจากอาจเข้าข่ายมีส่วนได้เสียตามกฎหมาย
ด้วยเหตุนี้ การลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนและคำสั่งที่เกี่ยวข้อง จึงเป็นหน้าที่ของรองนายกเทศมนตรีผู้รักษาราชการแทน ร่วมกับคณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัดเพชรบูรณ์ หรือ ก.ท.จ. เพชรบูรณ์ ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย
นอกจากตัว จ่าสิบตรี ดร.พิชิต แล้ว ข้อมูลที่ปรากฏในสำนวนการตรวจสอบยังพบว่า มีเจ้าหน้าที่และข้าราชการของเทศบาลเมืองวิเชียรบุรีอีกหลายสิบราย มีรายชื่อสอบผ่านการสอบแข่งขันในครั้งเดียวกัน คือครั้งที่มีปัญหาฉาวโฉ่นี้ ทำให้ประเด็นนี้ถูกขยายผลเข้าสู่การตรวจสอบว่า ผลสอบที่เป็นบวกกับเครือญาติตระกูลนี้ มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายการทุจริตด้วยหรือไม่
การประกาศผลสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการ หรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ประจำปี 2568 ในพื้นที่ภาคใต้ เขต 1 ตำแหน่งนักวิชาการตรวจสอบภายในปฏิบัติการ และนักจัดการงานทั่วไปปฏิบัติการ กำลังได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง หลังมีการเผยแพร่บัญชีรายชื่อผู้สอบผ่านในสื่อสังคมออนไลน์ พร้อมข้อมูลที่ระบุว่า บุคคลในครอบครัวเดียวกันหลายรายสามารถสอบผ่านเข้าไปได้อย่างพร้อมเพรียงจนน่าอัศจรรย์
และจากการตรวจสอบของ ทีมข่าวเนชั่นฯ พบว่า ครอบครัวนี้ มีข้าราชการท้องถิ่นสาวรับราชการอยู่แล้ว 1 คน ข้าราชการสาวรายนี้ หน้าตาดีระดับประกวดนางงามได้ ปัจจุบันเธอดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายกองอำนวยการของเทศบาลตำบลแห่งหนึ่งในจังหวัดชายแดนภาคใต้
เธอคนนี้เคยปฏิบัติหน้าที่เป็นนักประชาสัมพันธ์ในเทศบาลที่ใหญ่กว่าอีกแห่งหนึ่งในจังหวัดเดียวกัน ก่อนจะได้รับการบรรจุและเติบโตในสายงานราชการท้องถิ่น แต่นินทากันว่า เติบโตแบบก้าวกระโดด ไม่รู้ “ไต่เต้า” ด้วยอะไร หรือ “ใช้อะไรไต่”
ภายหลังประกาศผลสอบท้องถิ่นรอบล่าสุด มีรายชื่อพี่น้องและเครือญาติของข้าราชการสาวรายนี้สอบผ่าน และได้รับการขึ้นบัญชีเตรียมบรรจุเข้ารับราชการ ถึง 3 คนในคราวเดียว
ซึ่งทั้งสามคนเป็นพี่น้องร่วมครอบครัวเดียวกัน ได้แก่
โดยน้องสาวอาจจะเก่งจริงก็ได้ เพราะเคยสอบบรรจุเป็นข้าราชการท้องถิ่นมาก่อนแล้ว แต่ครั้งนี้กลับมาสอบเพื่อเปลี่ยนสายงานให้เติบโตขึ้น
ขณะที่ญาติซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องอีก 2 คน เคยสอบผ่านและได้รับการบรรจุจากการสอบท้องถิ่นในช่วงก่อนหน้า
นั่นก็แปลว่า เครือข่ายครอบครัวนี้ เข้ารับราชการในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่เดียวกันถึง 6 คน นี่คือตัวเลขเท่าที่ตรวจสอบพบ
พร้อมๆ กับการเปิดข้อมูลเครือข่ายตระกูลของข้าราชการสาว อีกด้านหนึ่งยังมีการกล่าวอ้างถึงความสัมพันธ์ “แบบไม่ธรรมดา” ระหว่างข้าราชการสาว ตั้งแต่เมื่อครั้งยังไม่ได้บรรจุ แต่ทำหน้าที่เป็นนักประชาสัมพันธ์ โดยมีสายสัมพันธ์ “เกินปกติ” กับนายกเล็กที่เธอทำงานด้วย ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาสายตรงนั่นเอง
ต่อมานายกฯรายนี้แต่งงาน มีครอบครัวเป็นตัวเป็นตน ทำให้ฝ่ายหญิงต้องร้างลา และย้ายไปทำงานที่เทศบาลอีกแห่งซึ่งเล็กกว่า แต่ได้บรรจุเข้ารับราชการ ไม่แน่ชัดว่าเป็นเพราะแรงส่งของใครหรือไม่ เพราะมีคนเคยเห็นเธอกลายเป็น “คนข้างกาย” ไปไหนไปกัน ของผู้ใหญ่สายปกครองรายหนึ่งในจังหวัดที่เธอทำงาน
ผู้ใหญ่รายนี้ ปัจจุบันได้ดิบได้ดี เป็นถึงอธิบดี อนาคตไกล แต่คนเก่งระดับนี้ ย่อมต้องมีครอบครัวอยู่แล้ว สถานะของข้าราชการสาวจึงน่ากังขา ว่าอยู่ในฐานะใดกันแน่
แต่ที่แน่ๆ คือ วันนี้เครือข่ายคนในครอบครัวของเธอตบเท้าเข้าบรรจุเป็นข้าราชการหรือพนักงานท้องถิ่นกันแบบ “กลุ่มใหญ่”
แถมมีเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่า เธออาจมีภารกิจพิเศษ ในช่วงการเปิดสอบท้องถิ่นครั้งที่ผ่านๆ มา แนวๆ มี “โควตาพิเศษ” สำหรับคนกระเป๋าหนัก หรือใจป้ำด้วย
เรื่องราวทำนองเดียวกันนี้ยังมีอีกหลายกรณีในภาคอื่นๆ ของประเทศไทย
จากเอกสารและข้อมูลที่โพสต์กันบนสื่อสังคมออนไลน์ เผยรายชื่อผู้ผ่านการสอบแข่งขันประจำภาคเหนือ เขต 2 ศูนย์สอบพิษณุโลก ปี 2568 พบว่ามีผู้สอบผ่านอันดับ 1 ใน 3 ตำแหน่งสำคัญ คือ
***ทั้งหมดใช้นามสกุลเดียวกัน!!
“ชมรม STRONG ต้านทุจริต” ตั้งข้อสังเกตว่าควรมีการตรวจสอบกระบวนการนี้เพื่อความโปร่งใส
นอกจากนั้น ยังมีข้อมูลเพิ่มเติมจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ พบว่า บริษัท สามเมืองเจริญรุ่งเรืองกิจ จำกัด ซึ่งถูกตำรวจ ปปป. ตรวจค้นย่านบางเลน อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน ที่ผ่านมา ซึ่งพบกระดาษคำตอบกว่า 3 พันฉบับ กำลังถูกสุมหัวปรับแก้คะแนนกันอยู่นั้น
บริษัทแห่งนี้มีผู้ถือหุ้นใหญ่ ร้อยละ 70 ชื่อ นางสุภาวิณี ทั้งพรม ส่วนลำดับรองๆ ลงมา คือ นายพิชิต ทั้งพรม ซึ่งต้องตรวจสอบต่อไปว่า คือคนเดียวกับ “จ่าพิชิต” และเครือญาติ หรือชื่อพ้องกันเฉยๆ
นอกจากนั้น บริษัทแห่งนี้ยังมีกรรมการชื่อ นางสาวสำเภา บุญเอี่ยม ซึ่งปรากฏว่า นามสกุลตรงกับผู้ที่สอบได้อันดับ 1 ในการสอบแข่งขัน ภาคเหนือ เขต 2 ศูนย์สอบพิษณุโลก ทั้ง 3 ตำแหน่งสำคัญ
อย่างไรก็ดี ทั้งหมดนี้เป็นเพียงข้อสังเกต ยังไม่ใช่บทสรุปจากหน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมาย แต่ละกรณีอาจเป็นเรื่องบังเอิญก็เป็นได้ แต่เมื่อสังคมจับตาและตั้งข้อสงสัย ก็ควรที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งตรวจสอบ และนำเสนอความจริงให้กระจ่างโดยเร็ว
เพราะคนในครอบครัวล้วนมีความสามารถ สอบที่ไหนก็ติด สอบที่ไหนก็ผ่าน ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดหรือเป็นความผิด เพราะหากจะผิด ก็ต้องพบว่าทุจริต โกงสอบเข้ามา
เมื่อวาน(27 มิ.ย.69) อาจารย์กฤษฎา บุญเรือง เสนอ “บันได 7 ขั้น” จากโกงสอบที่หลายคนมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา แต่ผลมันร้ายแรงยิ่งกว่า เพราะอาจลามถึง “รัฐล้มเหลว” กันเลยทีเดียว
เพราะขบวนการนี้ไม่ใช่แค่ “โกงสอบ” หรือมีนายหน้าไปหลอกเงินเด็กและครอบครัวที่อยากเป็นข้าราชการ เพื่อกินหัวคิว หรือความร่ำรวยส่วนตัว แต่มันมีปัญหาระบบอุปถัมภ์ เครือญาติ และความสัมพันธ์เกินปกติ เข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งหมดนี้ทำให้ระบบราชการไทย โดยเฉพาะท้องถิ่น ตรวจสอบไม่ได้ กลายเป็นแดนสนธยา และอาณาจักรหาผลประโยชน์ของกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง และคนเหล่านี้ก็คือ “ฐาน” ของการเมืองระดับชาติอีกที
เมื่อการตรวจสอบไม่มี ธรรมาภิบาลไม่ปรากฏ โกงกันตั้งแต่ก่อนบรรจุเข้ารับราชการ การถอนทุนและสร้างเครือข่ายการโกง เกาะกินระบบราชการย่อมเกิดขึ้นแน่นอน และเราก็เห็นกันอยู่แล้วในปัจจุบันนี้