เนชั่นทีวี

Nation Story

เจาะลึกกฎหมายอากาศสะอาด-ภาษีคาร์บอนไทย ใครได้ใครเสียปี 2570

25 ธ.ค. 2568

เจาะลึกกฎหมายอากาศสะอาด-ภาษีคาร์บอนไทย ใครได้ใครเสียปี 2570

เมื่อคน 2 หมื่นกว่าคนลงชื่อผลักดัน "พ.ร.บ. อากาศสะอาด" จนผ่าน สส. เป็นเอกฉันท์ แต่ติดหล่มยุบสภา ขณะที่ "พ.ร.บ. ลดโลกร้อน" เตรียมเก็บภาษีคาร์บอนครั้งแรก 80-120 บาท/ตัน - ภาคธุรกิจกังวลต้นทุนซ้ำซ้อน ภาคประชาชนหวังหายใจโล่ง คำถามคือ ใครได้ ใครเสีย และเราจะปรับตัวอย่างไร?

เคยสงสัยไหมว่า ทำไมทุกปีช่วงหน้าแล้ง เราต้องตื่นมาเช็คค่าฝุ่น PM2.5 ก่อนออกจากบ้าน? ทำไมบริษัทใหญ่ๆ เริ่มพูดถึง "คาร์บอนเครดิต" กันทุกวัน? คำตอบอยู่ที่กฎหมาย 2 ฉบับที่กำลังเปลี่ยนเกมด้านสิ่งแวดล้อมของเมืองไทย - และจะส่งผลกระทบตรงถึงกระเป๋าเงิน สุขภาพ และวิถีชีวิตของเราทุกคน

.

 

[22,251 ลายเซ็นผลักดัน "สิทธิหายใจอากาศสะอาด" ให้เป็นกฎหมาย]

ภาพของคุณแม่ที่ต้องสวมหน้ากากให้ลูกก่อนไปโรงเรียน หรือคนทำงานที่ป่วยเป็นโรคทางเดินหายใจบ่อยขึ้นทุกปี - นี่คือความเป็นจริงของคนไทยกว่า 9 ล้านรายที่เจ็บป่วยจากมลพิษทางอากาศต่อปี

 

"พระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด" หรือ พ.ร.บ. อากาศสะอาด เกิดจากแรงผลักดันของภาคประชาชนกว่า 60 องค์กร ที่รวบรวมลายเซ็นถึง 22,251 รายชื่อ เพื่อเสนอร่างกฎหมายที่จะทำให้ "อากาศสะอาด" กลายเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของคนไทยทุกคน

นายสาวิทย์ แก้วหวาน ประธานสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ กล่าวตรงไปตรงมาว่า "อากาศสะอาดคือสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน แต่ที่ผ่านมา ประชาชนต้องเผชิญ PM2.5 ต่อเนื่องทุกปีโดยไม่มีมาตรการที่ชัดเจน...กฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่อุปสรรคต่อการทำธุรกิจ หากแต่เป็นการคุ้มครองชีวิตคนไทย"

กฎหมายฉบับนี้ผ่านสภาผู้แทนราษฎรไปแล้วเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 ด้วยคะแนนเสียงเอกฉันท์ 309 เสียง โดยขยายเนื้อหาจากเดิม 104 มาตรา เป็นเกือบ 300 มาตรา เพื่อครอบคลุมทุกประเด็นอย่างละเอียด

แต่แล้ววันที่ 11 ธันวาคมก็มาถึง - วันที่สภาถูกยุบ กระบวนการพิจารณาในวุฒิสภาต้องหยุดชะงัก และนี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญ... รัฐบาลชุดใหม่มีเวลาเพียง 60 วันนับจากวันเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรก เพื่อตัดสินใจว่าจะหยิบยกร่างกฎหมายนี้กลับมาพิจารณาต่อหรือไม่

.

หากพลาดกำหนด 60 วัน ทุกอย่างต้องเริ่มต้นใหม่ตั้งแต่ศูนย์

 

["ผู้ก่อมลพิษต้องจ่าย" - หลักการที่เปลี่ยนเกมธุรกิจไทย]

สิ่งที่ทำให้ภาคธุรกิจบางส่วนตื่นตัวคือ "หลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย" (Polluter Pays Principle) ที่ฝังอยู่ในกฎหมาย ซึ่งหมายความว่า โรงงานหรือธุรกิจที่สร้างมลพิษ จะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการป้องกัน แก้ไข และเยียวยาความเสียหาย

.

กฎหมายนี้ไม่ได้มาเล่นๆ - มันมีกองทุนอากาศสะอาดเฉพาะ มีระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยมลพิษ และที่สำคัญคือ มอบอำนาจให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดที่มาจากการเลือกตั้งเป็นประธานคณะกรรมการอากาศสะอาดจังหวัด - นั่นคือการกระจายอำนาจการตัดสินใจลงสู่ท้องถิ่นจริงๆ

.

คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้แสดงความกังวลว่ากฎหมายอาจสร้างต้นทุนซ้ำซ้อน แต่ภาคประชาสังคมชี้แจงว่า กฎหมายถูกออกแบบมาเพื่อบูรณาการและอุดช่องว่าง ไม่ใช่สร้างภาระ และมีตัวแทนภาคเอกชนในคณะกรรมการทั้งระดับชาติและจังหวัดอยู่แล้ว

.

แล้วคำถามที่ SMEs และผู้ประกอบการกังวลคือ จะต้องจ่ายเท่าไหร่? และจะปรับตัวอย่างไร?

.

["ภาษีคาร์บอน" ครั้งแรกของไทย - 80-120 บาทต่อตัน เริ่มปี 2570]

ขณะที่ พ.ร.บ. อากาศสะอาดกำลังแข่งกับเวลา อีกหนึ่งกฎหมายสำคัญกำลังเดินหน้านั่นคือ "พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ" หรือ พ.ร.บ. ลดโลกร้อน

.

คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบในหลักการไปแล้วเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 และกำลังอยู่ในขั้นตอนการตรวจพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ได้ในช่วงต้นปี 2570

.

กฎหมายฉบับนี้มีเป้าหมายใหญ่ คือ ผลักดันให้ไทยบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2593 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2608 ตามพันธกรณีระหว่างประเทศ

.

สิ่งที่จับต้องได้มากที่สุดคือ "ภาษีคาร์บอน" ที่มีข้อเสนอเบื้องต้นสำหรับผลิตภัณฑ์น้ำมันที่อัตรา 80-120 บาทต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า นอกจากนี้ยังมี

.

- ระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) สำหรับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ - บริษัทที่ลดการปล่อยได้มากกว่าเป้า สามารถขายสิทธิส่วนเกินได้

.

- กลไกปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) เหมือนที่สหภาพยุโรปใช้ - ผู้นำเข้าต้องซื้อใบรับรองตามปริมาณการปล่อย GHG ของสินค้า

.

- การรายงานข้อมูลภาคบังคับ ครั้งแรก - ธุรกิจที่เข้าข่ายต้องรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ไม่ทำมีค่าปรับ

.

สิ่งที่น่าสนใจคือ กฎหมายนี้ตั้ง "กองทุนภูมิอากาศ" โดยใช้เงินจากภาษีและค่าธรรมเนียมมาสนับสนุน โดยเฉพาะ MSMEs ที่ต้องการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี

.

แต่คำถามที่หลายคนสงสัยคือ ภาษีคาร์บอนจะถูกผลักไปยังผู้บริโภครายย่อยหรือไม่?

.

 

[เทคโนโลยีช่วยเหลือ: ดาวเทียม AI และแอป "เช็กฝุ่น"]

การบังคับใช้กฎหมายทั้งสองฉบับจะไม่ใช่แค่กระดาษเปล่า เพราะมีเทคโนโลยีสมัยใหม่มาช่วย

.

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ใช้ข้อมูลดาวเทียมร่วมกับ AI ในการตรวจสอบจุดความร้อนและปริมาณฝุ่น PM2.5 ผ่านแอปพลิเคชัน "เช็กฝุ่น" ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ง่าย

.

ระบบเดียวกันนี้ยังสนับสนุนการตรวจสอบย้อนกลับสินค้าเกษตรตามกฎระเบียบ EUDR ของสหภาพยุโรป ซึ่งจะช่วยให้การกำกับดูแลมีประสิทธิภาพและโปร่งใสยิ่งขึ้น

.

นี่หมายความว่า การปล่อยมลพิษลักลอบจะทำได้ยากขึ้นมาก และประชาชนจะเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น

.

 

[ได้-เสีย แบบตรงไปตรงมา]

.

ประชาชนได้อะไร:

- สิทธิทางกฎหมายที่ชัดเจนในการหายใจอากาศสะอาด

- ลดอัตราการเจ็บป่วยจากมลพิษ (ปัจจุบันมากกว่า 9 ล้านกรณีต่อปี)

- เข้าถึงข้อมูลคุณภาพอากาศและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ

- กองทุนที่สามารถเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบได้ทันท่วงที

.

ภาคธุรกิจต้องเตรียมอะไร:

- ต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมกลายเป็นต้นทุนจริงที่ต้องบริหารจัดการ

- ต้องประเมินและรายงานการปล่อยมลพิษและก๊าซเรือนกระจก

- ต้องวางแผนการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีสะอาด

- แต่ในทางกลับกัน เปิดโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนสีเขียวและสร้างความได้เปรียบในตลาดโลก

.

ประเด็นที่ต้องจับตา:

รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช หนึ่งในผู้ร่างกฎหมายฉบับประชาชน เตือนว่า หากเนื้อหาสำคัญถูกตัดทอนตามข้อเสนอของภาคธุรกิจบางส่วน จะทำให้กฎหมาย "ไร้เขี้ยวเล็บ" และไม่สามารถแก้ปัญหาได้จริง

.

ขณะที่ธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการโครงการ Climate Connectors ตั้งข้อสังเกตว่า พ.ร.บ. ลดโลกร้อนยังขาดกลไกที่ชัดเจนในการชดเชยเยียวยาเกษตรกรหรือชุมชนเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ และยังมีความกังวลเรื่อง "ความเป็นธรรมทางภูมิอากาศ" โดยเฉพาะตลาดคาร์บอนที่อาจกระทบสิทธิชุมชนในการจัดการป่า

.

 

คำถามปิดท้าย

นี่คือจุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์ของกรอบการกำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อมของไทย - ในอีก 60 วัน เราจะรู้ว่ารัฐบาลชุดใหม่จะยืนอยู่ฝั่งไหน ระหว่างแรงกดดันจากภาคธุรกิจกับความคาดหวังของประชาชน 22,251 รายที่ลงชื่อ

.

กฎหมายทั้งสองฉบับนี้อาจทำให้ค่าครองชีวิตปรับตัวขึ้นในระยะสั้น แต่ในระยะยาว มันคือการลงทุนเพื่ออนาคตที่เราและลูกหลานจะได้หายใจอากาศที่สะอาดขึ้น อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้น และมีเศรษฐกิจที่แข่งขันได้ในเวทีโลก

.

คำถามสำคัญคือ เราพร้อมที่จะจ่ายราคาเพื่ออากาศสะอาดและอนาคตที่ยั่งยืนหรือไม่? และใครควรเป็นคนจ่ายมากที่สุด?