["ภาษีคาร์บอน" ครั้งแรกของไทย - 80-120 บาทต่อตัน เริ่มปี 2570]
ขณะที่ พ.ร.บ. อากาศสะอาดกำลังแข่งกับเวลา อีกหนึ่งกฎหมายสำคัญกำลังเดินหน้านั่นคือ "พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ" หรือ พ.ร.บ. ลดโลกร้อน
.
คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบในหลักการไปแล้วเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 และกำลังอยู่ในขั้นตอนการตรวจพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ได้ในช่วงต้นปี 2570
.
กฎหมายฉบับนี้มีเป้าหมายใหญ่ คือ ผลักดันให้ไทยบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2593 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2608 ตามพันธกรณีระหว่างประเทศ
.
สิ่งที่จับต้องได้มากที่สุดคือ "ภาษีคาร์บอน" ที่มีข้อเสนอเบื้องต้นสำหรับผลิตภัณฑ์น้ำมันที่อัตรา 80-120 บาทต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า นอกจากนี้ยังมี
.
- ระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) สำหรับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ - บริษัทที่ลดการปล่อยได้มากกว่าเป้า สามารถขายสิทธิส่วนเกินได้
.
- กลไกปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) เหมือนที่สหภาพยุโรปใช้ - ผู้นำเข้าต้องซื้อใบรับรองตามปริมาณการปล่อย GHG ของสินค้า
.
- การรายงานข้อมูลภาคบังคับ ครั้งแรก - ธุรกิจที่เข้าข่ายต้องรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ไม่ทำมีค่าปรับ
.
สิ่งที่น่าสนใจคือ กฎหมายนี้ตั้ง "กองทุนภูมิอากาศ" โดยใช้เงินจากภาษีและค่าธรรมเนียมมาสนับสนุน โดยเฉพาะ MSMEs ที่ต้องการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี
.
แต่คำถามที่หลายคนสงสัยคือ ภาษีคาร์บอนจะถูกผลักไปยังผู้บริโภครายย่อยหรือไม่?
.
[เทคโนโลยีช่วยเหลือ: ดาวเทียม AI และแอป "เช็กฝุ่น"]
การบังคับใช้กฎหมายทั้งสองฉบับจะไม่ใช่แค่กระดาษเปล่า เพราะมีเทคโนโลยีสมัยใหม่มาช่วย
.
สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ใช้ข้อมูลดาวเทียมร่วมกับ AI ในการตรวจสอบจุดความร้อนและปริมาณฝุ่น PM2.5 ผ่านแอปพลิเคชัน "เช็กฝุ่น" ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ง่าย
.
ระบบเดียวกันนี้ยังสนับสนุนการตรวจสอบย้อนกลับสินค้าเกษตรตามกฎระเบียบ EUDR ของสหภาพยุโรป ซึ่งจะช่วยให้การกำกับดูแลมีประสิทธิภาพและโปร่งใสยิ่งขึ้น
.
นี่หมายความว่า การปล่อยมลพิษลักลอบจะทำได้ยากขึ้นมาก และประชาชนจะเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น
.
[ได้-เสีย แบบตรงไปตรงมา]
.
ประชาชนได้อะไร:
- สิทธิทางกฎหมายที่ชัดเจนในการหายใจอากาศสะอาด
- ลดอัตราการเจ็บป่วยจากมลพิษ (ปัจจุบันมากกว่า 9 ล้านกรณีต่อปี)
- เข้าถึงข้อมูลคุณภาพอากาศและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ
- กองทุนที่สามารถเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบได้ทันท่วงที
.
ภาคธุรกิจต้องเตรียมอะไร:
- ต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมกลายเป็นต้นทุนจริงที่ต้องบริหารจัดการ
- ต้องประเมินและรายงานการปล่อยมลพิษและก๊าซเรือนกระจก
- ต้องวางแผนการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีสะอาด
- แต่ในทางกลับกัน เปิดโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนสีเขียวและสร้างความได้เปรียบในตลาดโลก
.
ประเด็นที่ต้องจับตา:
รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช หนึ่งในผู้ร่างกฎหมายฉบับประชาชน เตือนว่า หากเนื้อหาสำคัญถูกตัดทอนตามข้อเสนอของภาคธุรกิจบางส่วน จะทำให้กฎหมาย "ไร้เขี้ยวเล็บ" และไม่สามารถแก้ปัญหาได้จริง
.
ขณะที่ธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการโครงการ Climate Connectors ตั้งข้อสังเกตว่า พ.ร.บ. ลดโลกร้อนยังขาดกลไกที่ชัดเจนในการชดเชยเยียวยาเกษตรกรหรือชุมชนเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ และยังมีความกังวลเรื่อง "ความเป็นธรรมทางภูมิอากาศ" โดยเฉพาะตลาดคาร์บอนที่อาจกระทบสิทธิชุมชนในการจัดการป่า
.
คำถามปิดท้าย
นี่คือจุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์ของกรอบการกำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อมของไทย - ในอีก 60 วัน เราจะรู้ว่ารัฐบาลชุดใหม่จะยืนอยู่ฝั่งไหน ระหว่างแรงกดดันจากภาคธุรกิจกับความคาดหวังของประชาชน 22,251 รายที่ลงชื่อ
.
กฎหมายทั้งสองฉบับนี้อาจทำให้ค่าครองชีวิตปรับตัวขึ้นในระยะสั้น แต่ในระยะยาว มันคือการลงทุนเพื่ออนาคตที่เราและลูกหลานจะได้หายใจอากาศที่สะอาดขึ้น อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้น และมีเศรษฐกิจที่แข่งขันได้ในเวทีโลก
.
คำถามสำคัญคือ เราพร้อมที่จะจ่ายราคาเพื่ออากาศสะอาดและอนาคตที่ยั่งยืนหรือไม่? และใครควรเป็นคนจ่ายมากที่สุด?