เนชั่นทีวี

Lifestyle

เจาะลึกรุ่นฮิต Rolex Submariner นาฬิกาเพื่อนคู่ใจใต้ท้องทะเล ถูกใจสายสะสม!

06 ต.ค. 2568 | nation_ent

เจาะลึกรุ่นฮิต Rolex Submariner นาฬิกาเพื่อนคู่ใจใต้ท้องทะเล ถูกใจสายสะสม!

หากพูดถึงคอลเลกชันยอดฮิตตลอดกาล หนึ่งในนั้นต้องมี Rolex Submariner แน่นอน

ด้วยดีไซน์อันโดดเด่นพร้อมกับคุณสมบัติที่ออกแบบเพื่อการดำน้ำ การสำรวจใต้ทะเลอย่างไร้ขีดจำกัด ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน Rolex Submariner ก็ยังคงเป็นนาฬิกาเรือนโปรดที่ใครหลายคนต่างตามหาและสะสมอยู่เสมอโดย Rolex Submariner ยังคงออกคอลเลกชันใหม่ๆ เพิ่มความพิเศษอื่นๆ แตกต่างกันในแต่ละคอลเลกชัน บทความนี้จะพาไปทำความรู้จัก Rolex Submariner   นาฬิกาที่ตอบโจทย์นักดำน้ำ สายสะสมมืออาชีพ และคอลเลกชันฮิตที่ไม่ควรพลาด มาฝากกัน!

 

คุณสมบัติพิเศษของ Rolex Submariner ที่ไม่เหมือนใคร

Rolex Submariner เป็นนาฬิกาดำน้ำมืออาชีพที่ถูกเปิดตัวครั้งแรกในปี 1953 โดยมีความสามารถกันน้ำได้ลึกถึง 100 เมตร พร้อมด้วยขอบหน้าปัดแบบหมุนได้ 60 นาที ช่วยให้นักดำน้ำจับเวลาขณะอยู่ใต้น้ำได้อย่างแม่นยำ จุดเริ่มต้นนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ Rolex ที่ต้องการสร้างเครื่องมือที่ทนทานและเชื่อถือได้แม้ในสภาพแวดล้อมที่ท้าทาย คุณสมบัติพิเศษของ Submariner คือ ความแข็งแรงของตัวเรือน Oystersteel กันน้ำได้ลึกและกลไกที่มีความเที่ยงตรงสูง รวมถึงดีไซน์หน้าปัดและเข็มที่เรืองแสงในที่มืดให้ความชัดเจน

แนะนำรุ่นฮิตของ Rolex Submariner ที่นักสะสมไม่ควรพลาด

ด้วยคุณสมบัติในการท่องทะเลลึกได้อย่างแม่นยำ ทนทานต่อสภาวะต่างๆ และมีดีไซน์เป็นที่จดจำ ทนทานทำให้ Rolex Submariner เป็นนาฬิกายอดฮิตที่ใครๆ ต่างสะสม วันนี้เราขอแนะนำรุ่นที่ไม่ควรพลาดกัน

 

Rolex Submariner 6200 – เปิดตัวนาฬิกาดำน้ำเรือนโปรด

Rolex Submariner 6200 คือรุ่นที่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของนาฬิกาดำน้ำมืออาชีพ และเป็นรากฐานของคอลเลกชัน Submariner ทั้งหมด โดยถูกผลิตขึ้นเพียงประมาณ 300 เรือนในช่วงปี 1953 เพื่อใช้เป็นต้นแบบในการทดลองดีไซน์หน้าปัด การจัดวางองค์ประกอบ และมีการตีตรา Serial Number ในช่วง 319xx - 32xxx จุดเด่นที่สำคัญคือ เม็ดมะยมขนาดใหญ่ 8 มม. จนได้รับฉายาว่า "Big Crown Submariner" และเป็นรุ่น Submariner เพียงรุ่นเดียวที่ใช้การแสดงตัวเลขบอกเวลาในตำแหน่ง 3, 6 และ 9 นาฬิกา ส่วนตำแหน่งอื่นๆ เป็นแท่งสี่เหลี่ยมและสัญลักษณ์สามเหลี่ยมหัวกลับที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา แม้จะมีกลิ่นอายความวินเทจแบบยุค 1950 อย่างชัดเจน แต่ก็ยังคงความหรูหราคลาสสิกตามแบบฉบับ Rolex ทำให้ยังคงเป็นที่ต้องการและสามารถสวมใส่ได้ในปัจจุบันโดยไม่ตกยุค

Rolex Submariner 6538 – เพื่อนคู่ใจสายลับบอนด์ 007

Rolex Submariner 6538 เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในฐานะ "รุ่นสายลับบอนด์ (Bond Submariner)" เนื่องจากเป็นนาฬิกาที่นักแสดงนำอย่าง Sean Connery สวมใส่เกือบตลอดทั้งเรื่องในภาพยนตร์ดังตลอดกาลอย่าง James Bond 007 นาฬิการุ่นนี้โดดเด่นด้วยเม็ดมะยมขนาดใหญ่ คล้ายกับรุ่นเปิดตัว Submariner 6200 หน้าปัดสีดำตัดกับหลักเวลาที่เป็นจุดกลมและรูปทรง Baton สีทอง เคลือบสารเรืองแสง พร้อมเข็มชั่วโมงที่มีสัญลักษณ์ Mercedes ด้วยการประกอบตัวเรือนแบบ Oyster Case ที่ขันน็อตอย่างแน่นหนา ทำให้รุ่น 6538 มีคุณสมบัติการกันน้ำและแรงดันน้ำได้ลึกถึง 1,000 ฟุต ทั้งดีไซน์ที่คลาสสิกและประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับภาพยนตร์ระดับโลก ทำให้ Rolex Submariner 6538 ยังคงได้รับความนิยมอย่างสูงและมีราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในหมู่นักสะสม

 

Rolex Submariner Date Ref.126610LN – รุ่นใหม่ดีไซน์คลาสสิก

Rolex Submariner Date Ref.126610LN เป็นรุ่นใหม่ที่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในหมู่นักสะสม นับตั้งแต่เปิดตัวเมื่อปลายปี 2020 นาฬิการุ่นนี้มาพร้อมตัวเรือน Oystersteel ขนาด 41 มม. ที่แข็งแกร่งและมีขอบหน้าปัด Cerachrom สีดำแบบหมุนได้ พร้อมสเกล 60 นาที ช่วยให้นักดำน้ำสามารถควบคุมเวลาได้อย่างแม่นยำ พื้นหน้าปัดสีดำคลาสสิกมีหน้าต่างวันที่ พร้อมเลนส์ขยาย Cyclops ที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกา ใช้สายนาฬิกา Oyster ที่ทนทานและสวมใส่สบาย ขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานอัตโนมัติ Calibre 3235 ซึ่งมีความแม่นยำสูงและสามารถสำรองพลังงานได้ยาวนานถึง 70 ชั่วโมง

 

ด้วยเหตุผลนี้เอง ทำให้ Rolex Submariner เป็นนาฬิกายอดนิยมที่สายสะสมไม่ควรพลาด ด้วยคุณสมบัติที่ออกแบบมาเพื่อการสำรวจใต้ทะเลโดยเฉพาะ โดยเปิดตัวครั้งแรกในปี 1953 ด้วยความสามารถกันน้ำลึก มีขอบหน้าปัดหมุนได้ 60 นาที และตัวเรือน Oystersteel ที่ทนทานสูง รุ่นฮิตในประวัติศาสตร์ ได้แก่ Submariner 6200 ซึ่งเป็นรุ่นบุกเบิกที่มีฉายา "Big Crown" และ Submariner 6538 หรือ "Bond Submariner" ที่ปรากฏในภาพยนตร์สายลับระดับโลก ส่วนรุ่นใหม่ยอดนิยมคือ Submariner Date Ref.126610LN (เปิดตัวปี 2020) ที่มีขนาด 41 มม. ใช้กลไก Calibre 3235 พร้อมพลังงานสำรอง 70 ชั่วโมง ซึ่งทั้งหมดนี้ตอกย้ำถึงการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างดีไซน์คลาสสิกและประสิทธิภาพอันแม่นยำ