3.การกลับมาประเทศไทยของคุณทักษิณ มีการพูดถึง “ซูเปอร์ดีล” และการได้รับ “อภิสิทธิ์ - สิทธิพิเศษ” ต่างๆ ทำให้คนไทยทั่วไป เชื่อว่ามีดีลลับจริง
ขณะที่คุณทักษิณเองก็พูดให้เข้าใจได้ว่า ตัวเองได้ “อาณัติ” หรือ Mandate ให้ทำงานเพื่อประเทศไทย โดยเฉพาะการพยายามพูดถึงพระมหากรุณาธิคุณ นำมาซึ่งการต้องทำงานหนักในแบบที่ตัวเองเรียกว่า “สทร.” (แส่ทุกเรื่อง เ*อกทุกเรื่อง) เมื่อผนวกกับการกล้าท้าชน “นิติสงคราม” ทำให้ทุกฝ่ายเชื่อว่า คุณทักษิณน่าจะได้ “อาณัติ” มาจริง
เราจึงได้เห็นภาพทั้ง “นายทุน ขุนศึก ศักดินา” ยอมสยบคุณทักษิณอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน แม้ช่วงที่เป็นนายกฯ powerful ยุคไทยรักไทย ยังไม่ขนาดนี้
ล่าสุดคุณทักษิณ ถึงขั้นท้าว่า จะไม่มีปฏิวัติเกิดขึ้นอีกแล้ว บนเวทีที่นครพนม ทั้งหมดทำให้คนฟังปราศรัย คนรับสารจากข่าวที่สื่อรายงาน เชื่อหรือเอนเอียงไปในทิศทางที่ว่า คุณทักษิณน่าจะทำได้จริงตามที่ประกาศ
4.ปัจจัยเกื้อหนุนทางการเมือง ทำให้น่าเชื่อว่าคุณทักษิณทำได้
- พรรคการเมืองของตนเป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล (ไม่ใช่พรรคอันดับ 2 หรือพรรคร่วมฯ แต่เป็นพรรคอันดับหนึ่งของรัฐบาล แม้จะแพ้เลือกตั้ง แถมพรรคที่ชนะเลือกตั้งกลับเป็นฝ่ายค้าน)
- ผู้นำรัฐบาล คือ ลูกสาวของตัวเอง ทำให้ตัวเองยิ่งกว่าชี้นำ ครอบงำ แต่สามารถครอบครองได้เลย
- สส.เพื่อไทย ให้ความเคารพคุณทักษิณ ไม่ต่างจาก “นายใหญ่”
- บารมีการเมืองมากล้น ทำให้พรรคร่วมรัฐบาลไม่กล้าหือ
- การวางเกมตั้งรัฐบาล การรวมเสียง สส.เพื่อไม่ให้พรรคลำดับ 2-3-4 ต่อรองได้มาก เป็นเทคนิคที่ทำให้คุมพรรคร่วมฯได้
5.มีบารมีและอิทธิพลในระบบราชการ เพราะเคยเป็นอดีตนายกฯ และเคยรับราชการมาก่อน ถือว่ามีประสบการณ์ และรู้ระบบการทำงาน ทั้งราชการและการเมืองเป็นอย่างดี ถือว่าเป็นจุดแข็งอีกอย่างหนึ่ง
6.การสรุปบทเรียนและนำมาปรับใช้เป็นนโยบาย เช่น ความพ่ายแพ้ยับเยินของพรรคเพื่อไทยต่อพรรคส้ม ยุคก้าวไกล ในกลุ่มฐานเสียงคนรุ่นใหม่ เรียกว่านักเรียน นักศึกษา คนวัยทำงานที่อายุยังน้อย เทไปทางสีส้มหมด
แต่ผลการเลือกตั้งปี 66 เมื่อเจาะคะแนนรายเขต จะพบว่าหลายๆ พื้นที่ เพื่อไทยก็ได้คะแนนจากคนรุ่นใหม่ ในกลุ่ม First Jobber ซึ่งมีความหมายเฉพาะ ดังนี้
- คนรุ่นใหม่กลุ่มมีรายได้น้อย
- กลุ่มที่ต้องทำงานช่วยทางบ้าน
- ต้องออกจากสถานศึกษาเพื่อทำงาน หรือเรียนไปด้วยทำงานไปด้วย
- กลุ่มที่จบการศึกษาใหม่ๆ แต่ตกงาน หรือได้งานไม่ดีนัก
กลุ่มนี้ต้องการความช่วยเหลือจากรัฐ และนโยบายของพรรคเพื่อไทยตอบโจทย์ คือนโยบายแนวประชานิยม ลดแลกแจกแถม เพราะตัวเองต้องการสิทธิประโยชน์ ส่วนกลุ่มที่บ้านมีฐานะ นักเรียนนักศึกษาที่ยังไม่ได้สัมผัสโลกความเป็นจริง กลุ่มนี้เจาะไม่ได้เลย
ฉะนั้น First Jobber คือคำตอบในการแย่งคะแนนจากพรรคส้ม นำมาสู่นโยบาย “บ้านเพื่อคนไทย” ที่มุ่งเป้าหมายกลุ่มนี้อย่างชัดแจ้ง ตามด้วย “แจกเงินหมื่น” ล็อต 3 ให้นำเงินไปรวมกันเพื่อลงทุนเปิดธุรกิจใหม่
จุดแข็งเหล่านี้ ถือว่าเป็นข้อได้เปรียบแกนนำพรรคส้มเกือบทั้งพรรค เพราะเป็นพรรคคนรุ่นใหม่ แทบไม่เคยมีใครผ่านงานราชการ หรือเคยบริหารราชการแผ่นดินในนามรัฐบาลมาก่อนเลย ทำให้คุณทักษิณกล้าหาเสียง กล้าขยายความ กล้าขายฝัน เพราะเชื่อว่าอีกฝ่ายไม่กล้าหาเสียงแข่งในประเด็นเหล่านี้
แต่ปัญหาก็คือ นโยบายขายฝัน มีความฉาบฉวย มุ่งไปที่การสร้างเงิน สร้างรายได้แบบเฉพาะหน้า เหมือนชักชวนให้คนอยากรวย กระตุ้นความโลภ ความอยากได้อยากมี (เช่น ยกตัวอย่างว่า เงิน 3 ล้านล้าน เอามาพันรอบโลกได้หลายรอบ) แต่ในความเป็นจริงแล้ว รากฐานสังคมไทยยังเต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำ การเข้าถึงบริการของรัฐยังมีปัญหาตกหล่นมากมาย การบังคับใช้กฎหมายก็เป็นจุดอ่อน
ฉะนั้นนโยบายเฉพาะหน้าเหล่านี้ เมื่อนำมาปฏิบัติจริง อาจยิ่งเพิ่มความเหลื่อมล้ำมากขึ้น หรือไม่ได้แก้จนอย่างแท้จริง เพราะโครงสร้างที่เป็นต้นตอปัญหายังไม่ได้ถูกแก้ ในมุมนี้ พรรคประชาชน หรือ พรรคส้ม จึงเสนอนโยบายอีกด้าน ให้รื้อโครงสร้างก่อน วางกติกาที่เป็นธรรมก่อน จึงค่อยสร้างฝันในลำดับต่อไป
แต่แน่นอนว่า การเมืองไทยและการเมืองทั่วโลกคือการขายฝัน เพราะความฝันยิ่งหอมหวาน ยิ่งแปรเป็นคะแนนเสียง...