น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวต่อว่า ตนในฐานะอดีต สส.หลายสมัย ได้ทำงานในพื้นที่ร่วมกับนางปวีณามาโดยตลอด ถือเป็นพี่สาวที่ตนให้ความเคารพนับถือ และเห็นถึงความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนงานด้านสังคมอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทนักการเมืองหรือภาคประชาชน การทำงานของมูลนิธิปวีณาเพื่อเด็กและสตรี ถือเป็นกลไกสำคัญในการอุดช่องว่างของกระบวนการยุติธรรม และเป็นที่พึ่งของประชาชนผู้เดือดร้อนจำนวนมาก
“ประเทศไทยในวันนี้ยังเผชิญปัญหาด้านเด็ก สตรี และความเปราะบางทางสังคมอีกมาก หากได้บุคลากรที่เข้าใจปัญหาอย่างลึกซึ้ง และสามารถเชื่อมโยงการทำงานเชิงนโยบายกับการปฏิบัติจริงได้ จะช่วยให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างยั่งยืน พรรคกล้าธรรมจึงเห็นตรงกันว่านางปวีณาเป็นบุคคลที่เหมาะสมอย่างยิ่ง” น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าว
ขณะที่นางปวีณา กล่าวว่า ตนติดตามการทำงานด้านสังคมของภาครัฐมาโดยตลอด และเห็นถึงความตั้งใจของผู้บริหารที่ลงมือทำงานจริง ซึ่งถือเป็นเรื่องน่าชื่นชม เพราะหมายถึงการดูแลประชาชนอย่างแท้จริง สังคมไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญปัญหาสะสมจำนวนมาก หากไม่เร่งแก้ไขอย่างจริงจัง อาจนำไปสู่ความล้มเหลวของสังคมได้ ปัญหาสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข ได้แก่ การค้ามนุษย์ในรูปแบบใหม่ ทั้งการอุ้มบุญ การขายไข่ และการแสวงหาประโยชน์จากร่างกายมนุษย์ ซึ่งประเทศไทยยังตามหลังนานาชาติ รวมถึงปัญหายาเสพติดที่ต้องแก้ไขแบบครบวงจร ตั้งแต่การบำบัด ฟื้นฟู เยียวยา การศึกษา และการสร้างงานสร้างอาชีพในระยะยาว ไม่ใช่เพียงการบำบัดระยะสั้นแล้วปล่อยกลับเข้าสู่สังคม
“นโยบายที่ไม่ถูกนำไปปฏิบัติจริงและไม่มีการประเมินผล ทำให้ปัญหาสังคมไม่จบสิ้น ดิฉันดีใจที่ได้ร่วมงานกัน เพราะพรรคกล้าธรรมปล่อยให้ได้ทำงานอย่างเต็มที่ และหวังว่าพรรคกล้าธรรม จะเป็นพรรคที่กล้าทำ กล้านำปัญหาที่ซับซ้อนเหล่านี้ขึ้นมาจัดการอย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง” นางปวีณา กล่าว