สำหรับประเทศไทย เราเก็บสถิติมา 3 ปี มีล้านกว่าเคส ความเสียหายกว่าแสนล้านบาท แต่ละวันจะมีเคสใหม่เกิดขึ้นวันละพันกว่าเคส ถือว่ารุนแรง ในส่วนของวิวัฒนาการของสแกมเมอร์ในบ้านเรา แรกๆจะใช้วิธีซ่อนตัวตามอาคารต่างๆ อยู่ในพื้นที่ แต่พอเริ่มถูกเจ้าหน้าที่กวาดล้างจับกุมก็เริ่มอยู่นอกประเทศที่จีน ก่อนจะมาอยู่ 3 ประเทศเพื่อนบ้านเรา สแกมเมอร์ยุคแรกส่วนใหญ่จะเป็นชาวไต้หวัน ตอนหลังเปลี่ยนมาเป็นคนจีน แต่ไม่อยากให้มองแบบเหมารวมคนจีนทั้งหมด เพราะเป็นการทำผิดเฉพาะบุคคลที่เป็นคนไม่ดี
ส่วนที่สถานการณ์ช่วงหลังรุนแรงขึ้นเพราะเพื่อนบ้านไม่ให้ร่วมมือ ส่วนการที่ปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์เหล่านี้ยากขึ้น หลักๆ มี 3 ประเด็น 1.ปัจจุบันเป็นองค์กรอาชญากรรมขนาดใหญ่ มีโครงข่ายใหญ่ มีเงินและสมาชิกจำนวนมาก เหมือนบริษัทระดับโลกมีหลายสาขา และนี่ก็คือความท้าทายที่เราจะต้องสู้ปราบปรามแกงสแกมเมอร์เหล่านี้ 2.ความร่วมมือของประเทศเพื่อนบ้าน 3. เทคโนโลยีที่แก๊งสแกมเมอร์นำมาใช้มีวิวัฒนาการมากขึ้น รวมไปถึงกลวิธีที่นำมาใช้หลอกลวงเหยื่อมีมากมายหลายร้อยวิธี
พล.ต.ท.จิรภพ ย้ำว่า การแก้ปัญหาต้องแก้ที่ต้นเหตุ สถานที่เขาอยู่ ถ้าเพื่อนบ้านร่วมมือกับเรา เชื่อว่าปัญหาจะจบสิ้นได้โดยเร็ว การที่จะให้เขาร่วมมือกับเราได้คือเจรจา หรือ กดดัน อยากชวนนานาประเทศ ไปลงพื้นที่ที่มีสแกมเมอร์อยู่ ถ้าเขาไม่ยอมให้ความร่วมมือ เราก็ต้องยกระดับการกดดัน อาทิ ตัดอินเตอร์เน็ต ไฟฟ้า น้ำมัน หรือ ทุกๆทางที่คิดว่าจะกดดันให้เขารับผิดชอบสิ่งเหล่านี้ได้ อย่างไรก็ตามกรณีที่ประเทศพวกนี้ยังไม่ให้ร่วมมือ เราก็ไม่อยู่เฉย จะทำทุกอย่างที่ทำได้ เช่น ทำวอร์รูมร่วมกับทุกภาคส่วนขึ้นมาแบบเรียลไทม์ ประชุมและนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ เราจะเข้าใจแผนประทุษกรรม และนำไปสู่การจับกุม
“ส่วนกลางจะคอยวิเคราะห์ข้อมูลให้ และประสานท้องที่ไปจับกุม เราจะกวาดล้างทุกมิติ อีกส่วนเรื่องการตัดวงจร พอเราเข้าใจว่าคนร้ายใช้อะไรเข้าถึงเหยื่อบ้าง ถ้าเราตัดพวกนี้ได้ก็สามารถลดปัญหาได้พอสมควร ที่ผ่านมาเรามีพูดคุยเรื่องระบบเครือข่ายโทรศัพท์ กับ ทาง กสทช. และ ผู้ประกอบการ ซึ่งจะสามารถช่วยเรื่องตรงนี้ได้ เช่นเดียวกับธนาคาร ที่ตอบรับให้ความร่วมมือ รวมไปถึงพูดคุยกับกรมประชาสัมพันธ์ ให้ช่วยสื่อสารเผยแพร่ความรู้ให้กับประชาชนให้รู้เท่าทัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยยกระดับการปราบปรามได้ ย้ำว่า ถ้าเราร่วมมือกันทั้งในและนอกประเทศ เชื่อว่าจะสามารถแก้ปัญหาได้สำเร็จ อาจจะใช้เวลา แต่เชื่อว่าจะดีขึ้นเรื่อยๆ
นายอนุทิน กล่าวว่า วันนี้เป็นการแสดงจุดยืนว่าทุกภาคส่วนได้ร่วมมือกันปราบปรามสแกมเมอร์ และ พร้อมที่จะเป็นศัตรูกับสแกมเมอร์เหล่านี้ที่เป็นภัยสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน ยืนยันเราจะเร่งปราบปรามให้หมดไป เพราะความเสียหายที่เกิดจากสแกมเมอร์ ไม่ใช่แค่เงิน แต่ยังส่งผลกระทบหลายๆเรื่อง ทั้งความเชื่อมั่น ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ ต่างๆของประเทศ เป็นตัวชี้วัดของรัฐบาล ดังนั้นจึงต้องจำเป็นที่จะประกาศสงครามกับแก๊งสแกมเมอร์เหล่านี้
“ที่ผ่านมาเราได้จัดตั้งคณะอำนวยการปราบปรามอาชญากรรมเทคโลยีขึ้นมา มีการลงนามบันทึกความเข้าใจกับ 15 หน่วยงานหลัก ทั้งภาครัฐและเอกชน ปัจจุบันเราเปลี่ยนจากตั้งรับมาเป็นเชิงรุก สะท้อนให้เห็นความก้าวหน้าในการแก้ปัญหาอย่างชัดเจน ที่ผ่านมาเรายึดทรัพย์ได้หลายหมื่นล้านบาท กำจัดบัญชีม้า ปราบปรามจับกุมจำนวนมากทั้งหมดนี้คือผลลัพธ์ในทิศทางที่ดี ส่วนที่มีคนตั้งข้อสงสัยว่ามีคนของรัฐเกี่ยวหรือไม่ ยืนยันว่าไม่เคยนิ่งนอนใจ กำชับทุกหน่วยงานทำงานอย่างเต็มที่ หากใครมีข้อมูลว่ามีนักการเมือง เจ้าหน้าที่รัฐไปพัวพัน ส่งข้อมูลมาได้ตลอด จะเร่งดำเนินการอย่างจริงจัง ย้ำว่าเรื่องนี้ไม่มีใครเคลียร์ได้ เพราะเรายึดความเดือดร้อนประชาชนเป็นสำคัญ ใครมีชื่อโผล่มาต้องถูกดำเนินคดี และ ผู้ที่แจ้งเบาะแสก็จะต้องได้รับความคุ้มครองอย่างเต็มที่”
นายอนุทิน กล่าวอีกว่า สิ่งสำคัญในการแก้ปัญหา คือ เราต้องร่วมมือกัน ให้ความรู้ความเข้าใจสังคม เพราะอาชญากรเหล่านี้จะใช้ช่องโหว่ตรงนี้เป็นอาวุธ อยากให้ยึดหลัก 3 ข้อ “ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน” จะช่วยป้องกันการถูกหลอกได้ อย่างไรก็ตามตนขอยืนยันว่า รัฐบาลจะเดินหน้า และทำทุกวิถีทาง เพื่อให้คนไทยทุกคนรู้เท่าทันและป้องกันตัวเองได้
“ท้ายนี้ผมภูมิใจการทำหน้าที่ของตำรวจไทยเป็นอย่างมาก เพราะพวกเขาได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ จะเป็นกำลังใจ และ พร้อมให้การสนับสนุนทุกรูปแบบ รวมถึงอยากขอบคุณทุกภาคส่วนทั้งนานาชาติ รวมไปถึงภาคเอกชนต่างๆ ที่คอยให้ความร่วมมือกับเรา”