7) เป็นเรื่องปกติที่ปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน จะเป็น “เชื้อไฟ” อย่างดีให้กับการขยายตัวของลัทธิชาตินิยม และยังถูกผนวกเข้ากับลัทธิเสนานิยม ที่คนในสังคมชื่นชมบทบาทของทหารมากกว่านักการเมือง โดยเฉพาะกรณี “คลิปเสียงอังเคิล” คือ น้ำมันคุณภาพดีที่ลาดใส่ “กองไฟลัทธิชาตินิยม” จนวันนี้ กระแสในแบบ “ขวาจัด” กำลังถูกขับเคลื่อนเป็น “กระแสหลัก” ในการแก้ปัญหาไทย-กัมพูชา
8) การขยายตัวของ “กระแสขวาจัด” ที่เคลื่อนไหวอยู่บนกระแส “ชาตินิยม+เสนานิยม” ผนวกเข้ากับ “มายาคติแห่งกำลัง” ทำให้เกิดความคิดว่า ไทยสามารถจัดการปัญหาข้อพิพาทครั้งได้อย่างรวดเร็วและเบ็ดเสร็จ แต่เห็นได้ชัดว่า นับจากจุดเริ่มต้นของปัญหาในตอนปลายกรกฎาคม จนถึงต้นตุลาคมในปัจจุบัน ปัญหายังเสมือน “อยู่กับที่” ไม่ได้คลี่คลายจริงแต่อย่างใด
9) ปัญหาความขัดแย้งเริ่มส่งสัญญาณมากขึ้นถึงความเป็น “สงครามยืดเยื้อ” ที่เกิดสภาพของการตึงกำลังตามแนวชายแดน จนไม่อาจกล่าวได้ว่า ปัญหาจะจบลงในแบบที่เป็นทวิภาคีอย่างที่ผู้นำไทยคาดหวัง และทำให้นักวิเคราะห์กลายคนเชื่อว่า สงครามครั้งใหม่น่าจะเกิดได้ไม่ยาก
10) ประกอบกับในสภาวะเช่นนี้ กระแสชาตินิยมและผลักดันจาก “กระแสสื่อ” ทำให้ทั้งรัฐบาลและสังคมสนใจอยู่กับ “ปัญหากรอบเล็ก” เช่น ปัญหาบ้านหนองจาน ปัญหาบ้านหนองหญ้าแก้ว จนเราไม่ทันตระหนักว่า ปัญหาทั้งหมดนี้ เป็น “โจทย์ระหว่างประเทศ” ซึ่งการต่อสู้ที่สำคัญอยู่ในเวทีโลก ดังจะเห็นจากการดำเนินนโยบายของผู้นำกัมพูชา ที่มุ่งไปสู่เวทีระหว่างประเทศเป็นหลัก
11) ในสภาวะของความยืดเยื้อที่เริ่มชัดขึ้นนั้น อาจกลายเป็นช่องทางให้ “ปัจจัยภายนอก” เข้ามาเป็นผู้จัดการปัญหา เพราะเวทีโลกอาจมีทัศนะว่า ความขัดแย้งเช่นนี้อาจนำไปสู่ความไร้เสถียรภาพของภูมิภาคได้ จึงจำเป็นต้อง “แทรกแซง” เพื่อให้ปัญหายุติ
12) การเสนอตัวของทรัมป์มาพร้อมกับ “พลวัตภูมิรัฐศาสตร์” ที่มีการแข่งขันของรัฐมหาอำนาจใหญ่เป็นแกนหลัก จึงทำให้ปัญหาข้อพิพาทไทย-กัมพูชากลายเป็นพหุภาคี และปัญหานี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ ”เกมการเมืองโลก” ไปโดยปริยาย
13) รัฐบาลและสังคมไทยอาจต้องตระหนักว่า ปัญหานี้ทวีความซับซ้อนมากขึ้น และอาจ “ไปไกล” เกินปัญหา MOU 43 และ MOU 44 ไปแล้ว (นายกฯ ควรต้องคิดใหม่เรื่องประชามติได้แล้ว)
14) รัฐบาลไทยต้องไม่ลืมว่า แล้วไทยได้ตอบรับ “ภาษีทรัมป์ 19%” แล้วหรือยัง? รัฐบาลอาจต้องชี้แจงให้สังคมได้รับทราบในเรื่องนี้ ผู้นำไทยไม่อาจละเลยปัญหานี้ได้
15) รัฐบาลไทยควรต้องคิดถึง “จุดสุดท้าย” ของปัญหา หรือที่ในวิชายุทธศาสตร์เรียกว่า “Exit Strategy” เพราะในความเป็นรัฐบาล นายกฯ อาจต้องตอบให้ได้ว่า exit strategy ของไทยในเรื่องนี้คืออะไร (อาจจะใหญ่มากกว่ารายงานที่ปรากฏจากการแถลงผล วปอ. ที่นายกฯ คุ้นเคย)
ท้ายบท
"ผมยอมรับว่า ผมคาดคะเนสถานการณ์ผิดไปมาก คิดว่าการเปลี่ยนรัฐบาลที่กรุงเทพฯ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้เกิดการเจรจาเพื่อยุติปัญหาข้อพิพาท แต่ปัญหากลับมีสภาพเป็น “สงครามยืดเยื้อ” ซึ่งนักยุทธศาสตร์ทุกคนถูกสอนเสมอว่า ภาวะความยืดเยื้อจะ “กัดกร่อน” รัฐใหญ่มากกว่ารัฐเล็ก
อีกทั้ง เมื่อรัฐคู่พิพาทไม่มีท่าทีที่จะถอยออกจากความยืดเยื้อ จนสภาวะเช่นนี้อาจกลายเป็น “ความชอบธรรม” ให้ประธานาธิบดีเข้ามา “สะสมแต้ม” สำหรับการเป็นผู้ชิง “รางวัลโนเบิล สาขาสันติภาพ” ได้ไม่ยาก !"