"คำวินิจฉัย คือ ยกอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 และประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องให้ข้าราชการตำรวจพ้นจากตำแหน่ง และผู้ฟ้องคดีมีคำขอให้ศาลมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งตามปกครองที่ให้ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการไว้ก่อนนั้น
คำวินิจฉัยคือ ยกอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 และประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องให้ข้าราชการตำรวจพ้นจากตำแหน่ง"
วงรอบถัดมาคือ ผบ.ตร.ได้ลงนามคำสั่ง ตร.ที่ 157/2568 ลงวันที่ 11 มี.ค.2568 เรื่องลงโทษไล่ข้าราชการตำรวจออกจากราชการ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 18 เม.ย.2567 เป็นต้นไป โดยมีรายชื่อดังต่อไปนี้ 1.พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผบ.ตร. 2.พ.ต.อ.กิตติชัย สังขถาวร รองผบก.ภ.จว.สงขลา 3.พ.ต.ท.คริษฐ์ ปริยะเกตุ รองผกก.สส.สภ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ 4.ส.ต.อ.ณัฐวุฒิ หวัดแวว ผบ.หมู่ (ทำหน้าที่จราจร) งานปฏิบัติการจราจรตามโครงการพระราชดำริ 1 กก.6 บก.จร. 5.ส.ต.อ.ณัฐนันท์ ชูจักร ผบ.หมู่ งานสายตรวจ 1 กก.1 บก.จร.
" เนื่องจากมีกรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง โดยมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับเว็บ พนันออนไลน์ชื่อ BNKMASTER และถูกดำเนินคดีอาญา ตามคดีอาญาที่ 391/2566 ของ สน.เตาปูน พร้อมทั้งถูกศาลอาญาออกหมายจับในความผิดฐาน สมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน และเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันฟอกเงิน ซึ่งเป็นการกระทำผิดอย่างร้ายแรงตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 ม.112 (6)(9) ประกอบม.111 (1) (2) (15) และ (16)
โดยกรณีนี้ได้ผ่านกระบวนการสอบสวนทางวินัยตามขั้นตอนของกฎหมาย คณะกรรมการสอบสวนพิจารณาแล้วเห็นว่า พฤติการณ์ของข้าราชการตำรวจทั้ง 5 นาย เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง จึงมีมติเห็นควรลงโทษไล่ "พล.ต.อ.สุรเชษฐ์" กับพวกรวม 5 นายออกจากราชการ และคณะกรรมการพิจารณาเพื่อเสนอแนะการลงโทษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้พิจารณาในการประชุมครั้งที่ 2/2568 เมื่อวันที่ 7 มี.ค.2568 แล้วมีมติเห็นควรลงโทษไล่ "พล.ต.อ.สรเชษฐ์" กับพวกรวม 5 นาย ออกจากราชการ เช่นเดียวกัน เป็นเหตุให้ "พล.ต.อ.สุรเชษฐ์" กับพวกไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญ
ผู้ถูกลงโทษสามารถอุทธรณ์คำสั่งนี้ โดยยื่นอุทธรณ์ต่อ ก.พ.ค.ตร. ภายใน 30 วัน นับแต่วันรับทราบคำสั่ง และหากประสงค์จะฟ้องโต้แย้งคำสั่งหรือคำวินิจฉัยอุทธรณ์นี้ สามารถทำคำฟ้องเป็นหนังสือยืนต่อศาลปกครองหรือส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนไปยังศาลปกครองภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งหรือรับทราบคำวินิจฉัยอุทธรณ์ หรือภายใน 90 วัน นับแต่วันพ้นกำหนด 90 วัน นับแต่วันที่ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือร้องขอทราบผลการวินิจฉัยอุทธรณ์ต่อไป" เอกสารของสตช.ชี้ไว้
ต่อมา วันที่ 3 ก.ค. 2568 มีการเผยแพร่หนังสือเอกสารของบิ๊กโจ๊ก ที่ระบุหัวข้อเรื่อง ร้องเรียนและขอให้ตรวจสอบการทำหน้าที่ของตุลาการศาลปกครองสูงสุดรายหนึ่งที่มีพฤติกรรมไม่เป็นกลางกรณีพิจารณาคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนมิชอบด้วยกฎหมาย โดยหนังสือดังกล่าวได้เรียนถึง ประธานกรรมการศาลปกครองสูงสุดเพื่อขอให้ตรวจสอบเรื่องที่เกิดขึ้นโดยอ้างว่า ตุลาการคนนั้นคือเพื่อนร่วมรุ่นของผบ.ตร.ในการเรียนหลักสูตรหนึ่งของศาลรัฐธรรมนูญ
เเละจากนั้นวันที่ 18 ก.ย.2568 "บิ๊กโจ๊ก" ยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง (ก.ศป.) ให้สอบสวนเอาผิดทางวินัยและจริยธรรมกับ"ประสิทธิ์ศักดิ์ มีลาภ" ประธานศาลปกครองสูงสุด และ "อนุวัฒน์ ธาราแสวง" ประธานแผนกคดีละเมิด ” ฐานเข้าข่ายแทรกแซงการพิจารณาคดีขององค์คณะอย่างชัดเจนจากเคสหกคลิปเสียงของตุลาการฯ“
"อดีตรองผบ.ตร." บอกว่า ไม่ได้รับความยุติธรรมในระหว่างการพิจารณาคดีชั้นศาลปกครอง และยังได้พูดถึงประเด็นเรื่องคลิปเสียงหลุด ที่อ้างว่ามีการสั่งการมาจากประธานศาลปกครองสูงสุดผ่านประธานแผนกฯ ซึ่งเป็นเพื่อนเรียนกับผบ.ตร. เเละให้รื้อการพิจารณาคดีความของ "บิ๊กโจ๊ก" ใหม่ ทั้งๆที่มติของอนุกรรมการฯศาลปครองสูงสุด ชี้ให้ "บิ๊กโจ๊ก" ชนะไปแล้ว
เเละในวันนั้น "บิ๊กโจ๊ก" ไปยื่นร้องต่อศาลปกครองอีกครั้งหนึ่ง ขอให้ประธานศาลปกครองสูงสุด "ห้ามมายุ่งเกี่ยวกับคดีของ"บิ๊กโจ๊ก"และขอให้ประธานคณะกรรมการตุลาการศาลปกครองดำเนินการตรวจสอบทางวินัยและจริยธรรมกับประธานเเผนกฯบางรายในศาลด้วยว่าไม่เป็นกลาง"
เเต่วันนั้น เอกสารข่าวของสำนักงานศาลปกครองอธิบายว่า "ส่วนกรณีคดีใดจะนำเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดนั้น มาตรา 68 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 บัญญัติให้ดำเนินการเมื่อประธานศาลปกครองสูงสุดเห็นสมควร ซึ่งองค์คณะจะประกอบด้วยตุลาการในศาลปกครองสูงสุดทุกคนที่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ ทั้งนี้ โดยไม่จำต้องนำเข้าที่ประชุมใหญ่เฉพาะคดีที่มีความเห็นไม่ตรงกันระหว่างองค์คณะกับผู้ตรวจกลั่นกรองคำพิพากษาหรือคำสั่งเท่านั้น
สำนักงานศาลปกครองขอแจ้งว่าคู่กรณีหรือบุคคลใด ๆ ไม่อาจนำกระบวนการหรือขั้นตอนภายในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลไปเผยแพร่อันเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายได้ อีกทั้ง การกระทำดังกล่าวอาจเข้าลักษณะเป็นการกระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลอีกด้วย... ”
จากนั้นวันที่23ก.ย.2568 "บิ๊กโจ๊ก" ยื่นคำร้องกับศาลปกครองเป็นครั้งที่ 3 โดยยื่นหนังสือต่อประธานศาลปกครองสูงสุด ขอให้ยกเลิกเพิกถอนความเห็นของ "สิริกาญจน์ พานพิทักษ์" ประธานแผนกคดีบริหารราชการแผ่นดินในศาลปกครองสูงสุด ในคดีหมายเลขดำที่ฟ.117/2567 ที่ตนยื่นฟ้องผบ.ตร./กพ.ค.ตร. /นายกรัฐมนตรี ที่ให้ไล่ "พล.ต.อ. สุรเชษฐ์" ออกจากราชการ
และยังยื่นหนังสือถึง "อำพน เจริญชีวินทร์" ตุลาการหัวหน้าคณะในศาลปกครองสูงสุด ขอให้นำเสนอประธานศาลปกครองสูงสุด และประธานแผนกคดีบริหารราชการแผ่นดินในศาลปกครองสูงสุด เพิกถอนความเห็นในคดีดังกล่าวของ "สิริกาญจน์" รวมถึงยื่นหนังสือถึง "สิริกาญจน์" ในฐานะประธานแผนกคดีบริหารราชการแผ่นดินในศาลปกครองสูงสุด ขอให้เพิกถอนความเห็นของตัวเองในคดีดังกล่าว
เนื่องจากเห็นว่าเป็นความเห็นที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปราศจากความเป็นกลาง มีอคติ อันเป็นสภาพร้ายแรง ไม่อยู่บนพื้นฐานของความสุจริตเที่ยงธรรม ขัดต่อกฎหมาย รัฐธรรมนูญ มาตรา 188 และจริยธรรมตุลาการศาลปกครอง ข้อ 1 ข้อ 3 และข้อ 6
ล่าสุดคือ 29ก.ย.2568 "บิ๊กโจ๊ก" ยื่นฟ้องประธานศาลปกครองสูงสุดกับพวก ข้อหา "ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ" ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ตลิ่งชัน โดยศาลได้รับฟ้องเป็นคดีหมายเลขดำที่ อท.172/2568 เเละนัดฟังคำสั่งชั้นตรวจฟ้องวันที่20 ต.ค.2568 โดยบิ๊กโจ๊กอ้างใช้สิทธิ์ปกป้องตนเอง/ไม่ได้หมิ่นศาล
พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ กล่าวว่า จะยื่นหนังสือถึง ประธานศาลปกครองสูงสุด อีกครั้งว่าได้ฟ้องอาญาทุจริตฯไปแล้ว ต่อจากนี้ประธานศาลปกครองสูงสุด จะไม่สามารถเข้ามาเกี่ยวข้องกับคดีของตน และตนยืนยันว่าสิ่งที่ทำไปนั้นไม่ใช่เป็นการดูหมิ่นศาล ( โลกออนไลน์เเชร์คลิปเสียงหกชุดเคสตุลาการศาลฯในคดี "บิ๊กโจ๊ก" มาหลายวันเเล้วเเละบิ๊กโจ๊กยอมรับในคลิปดังกล่าว ) แต่เป็นการเปิดเผยความจริงเพื่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชน
หากไล่เวลาจากการขยับล่าสุดเเละย้อนไปวันวาน บนเส้นทางการร้องเรียนขอความเป็นธรรม/รักษาสิทธิของ "บิ๊กโจ๊ก" นั้นพบว่า
"บิ๊กโจ๊ก" น่าจะลุ้นครั้งสุดท้ายในปลายปีนี้ โดยควรจับตาในวันที่ 20 ตุลาคม 2568 หากศาลอาญาคดีทุจริตฯ "ยกคำร้อง" เชื่อว่าจากนั้นศาลปกครองสูงสุดน่าจะวินิจฉัยคดีเเละคำร้องของบิ๊กโจ๊กให้ยุติ โดยมีสองทางคือ 1.ยกคำร้อง หากเป็นเเบบบนี้ เเปลว่า "บิ๊กโจ๊ก" นั้นหมดสิทธิกลับสตช. เเละจะเริ่มก้าวใหม่สู่ขั้นตอนอื่นๆทางกฎหมาย(การทูลเกล้าฯเสนอถอดถอนยศ/ศาลปกครองอาจฟ้องข้อหาหมิ่นอำนาจศาล/การต่อสู้ในคดีอื่นๆ ) 2. เห็นชอบกับคำร้อง เเปลว่า สตช.ต้องรับ "บิ๊กโจ๊ก" กลับเข้ารับราชการทันทีเเละมีลุ้นขึ้นผบ.ตร.ในเวลาต่อไป
ส่วนการต่อสู้ทางอาญานั้น เเน่นอนว่า "บิ๊กโจ๊ก" ต้องไปสู้คดีที่ ป.ป.ช./ปปง./สตช./ศาลอาญาเเละอื่นๆ( หากมี ) เเบบต่างกรรมต่างวาระซึ่งคดีมีมากมาย โดย "บิ๊กโจ๊ก" ต้องพิสูจน์เเละชี้ให้เห็นตัวตนว่าบริสุทธื์จริง !?!?! เ เต่ผลสุดท้ายจะเป็นเเเบบใดเเละใช้เวลานานเท่าใดนั้น รอลุ้น...เพราะเเว่วว่าเเต่ละคดีนั้น "บิ๊กโจ๊ก" เหนื่อย