เนชั่นทีวี

การเมือง

เฮือกสุดท้าย "บิ๊กโจ๊ก" เดินหน้าทวงคืนความเป็นธรรม สู้ให้สุด หยุดที่ตรงไหน

01 ต.ค. 2568

เฮือกสุดท้าย "บิ๊กโจ๊ก" เดินหน้าทวงคืนความเป็นธรรม สู้ให้สุด หยุดที่ตรงไหน

แม้ "พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล" อดีตรองผบ.ตร. ถูกคำสั่งให้ออกจากราชการ หากแต่เจ้าตัวยังคงคลื่อนไหวเรียกร้องความเป็นธรรม จนหลายคนสงสัยผ่านมาถึงวันนี้ เขาร้องเรียนอะไร/หวังสิ่งใด/เมื่อใดจะจบ..!?!?  โดยเฉพาะจังหวะล่าสุดที่ "บิ๊กโจ๊ก" ดำเนินการ ไปยัง "ศาลปกครองสูงสุด" เพื่อรักษาโอกาสคัมเเบ็กบนถนน"สีกากี" เป็นไปได้หรือไม่

1 ตุลาคม 2568  การขยับของ "พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์  หักพาล"  ในเเต่ละคราวนั้น ...สังคมสอบถามว่า "บิ๊กโจ๊ก" ร้องเรียนอะไร/หวังสิ่งใด/เมื่อใดจะจบ..!?!? 

จังหวะล่าสุดที่ "บิ๊กโจ๊ก" ดำเนินการ เพื่อรักษาโอกาสคัมเเบ็กบนถนนสีกากีของตน เเม้เจ้าตัวบอกว่า“เอือมระอากับระบบตำรวจ/ไม่อยากกลับไปรับราชการเเล้วเเต่ต้องขยับเพื่อความถูกต้อง/อยากทำงานการเมืองในสนามท้องถิ่น(สมัครนายกอบจ.สงขลา)!?!”

หากย้อนวันวานในสิ่งที่ "บิ๊กโจ๊ก" ร้องเรียนกับเเวดวงตราชั่ง/สีกากีเพื่อ "ทวงคืนความเป็นธรรม" นั้น  ไล่เรียงเหตุวันนี้/วันวาน ของนรต.รุ่น 47คนนี้ จะพบปรากฏการณ์ดังนี้

มหากาพย์การต่อสู้คดีของ"บิ๊กโจ๊ก"

จุดเริ่มต้นคือ วันที่ 18 เม.ย.2567 พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รักษาราชการแทนผบ.ตร.ได้มีคำสั่ง ตร.ที่ 177/2567ตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อดำเนินการวินัยอย่างร้ายแรงกับข้าราชการตำรวจทั้ง 5 นาย ตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 และคำสั่งตร.ที่178/2567ให้ตำรวจออกจากราชการไว้ก่อน โดย "บิ๊กโจ๊ก" เเละพวกอยู่ในกลุ่มนั้น

ถัดมาวันที่ 26 มิ.ย.2567 นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีขณะนั้น  เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ในฐานะประธาน ก.ตร.เเละมีมติ 12:0  ในวาระ  1.คำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 177 /2567 ลงวันที่ 18 เม.ย.2567 เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน และ 2.คำสั่ง ตร.ที่ 178/2567 ลงวันที่ 18 เม.ย.2567 คำสั่งให้ข้าราชการตำรวจออกจากราชการไว้ก่อน 

เฮือกสุดท้าย "บิ๊กโจ๊ก" เดินหน้าทวงคืนความเป็นธรรม สู้ให้สุด หยุดที่ตรงไหน

ทั้ง 2 กรณีที่ประชุม ก.ตร.มีมติเห็นชอบตามที่คณะอนุกรรมการวินัย สตช. เสนอว่า การดำเนินการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นไปตามหลักเกณฑ์ ของ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 กำหนดแล้วคือ "ไล่บิ๊กโจ๊กออกจากราชการไว้ก่อน"

เวลาต่อมาคือวันทึ่ 6 ส.ค.2567  เอกสารข่าวของก.พ.ค.ตร.เผยเเพร่ว่า หลังจาก "บิ๊กโจ๊ก" ได้ยื่นต่อก.พ.ค.ตร.ในฐานะผู้อุทธรณ์คำสั่งของสตช. หลังจากก.ตร.มีมติ 12 : 0 นั้น

ก.พ.ค.ตร. วินิจฉัยว่า  "บิ็กโจ๊ก" ได้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดอาญา และถูกตั้งกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง คู่กรณีในอุทธรณ์ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชา ผู้ออกคำสั่ง อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 มาตรา 105 มาตรา 107 มาตรา 131 และมาตรา 179 ประกอบกฎ ก.พ.ค.ตร. ว่าด้วยการสั่งพักราชการและออกจากราชการไว้ก่อน พ.ศ.2567 ออกคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนนี้นั้น"

"พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์  หักพาล"  อดีต รองผบ.ตร.

เอกสารของก.พ.ค.ตร. ระบุว่า "วินิจฉัยว่า คำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 178/2567 ลงวันที่ 18 เมษายน 2567 เป็นคำสั่งที่ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ วิธีการ ที่กฎหมาย และกฎ ก.ตร. กำหนด และเป็นการใช้ดุลยพินิจที่เหมาะสม จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย วินิจฉัยยกอุทธรณ์และยกคำขอกำหนดวิธีการชั่วคราวของผู้อุทธรณ์ ทั้งนี้ หากผู้อุทธรณ์ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของ ก.พ.ค.ตร. มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองสูงสุด"  มติ ก.พ.ค.ตร.ระบุ


ต่อมา วันที่ 16 ธ.ค.2567 ศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งในคดีหมายเลขดำที่ ฟ.117/2567 ระหว่าง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ( ผู้ฟ้องคดี ) กับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ ที่ 2 นายกรัฐมนตรี ที่ 3 (ลำดับ1-3คือผู้ถูกฟ้องคดี)  ซึ่งผู้ฟ้องคดีมีคำขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ให้ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการไว้ก่อนนั้น  

 

"คำวินิจฉัย คือ ยกอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 และประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องให้ข้าราชการตำรวจพ้นจากตำแหน่ง และผู้ฟ้องคดีมีคำขอให้ศาลมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งตามปกครองที่ให้ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการไว้ก่อนนั้น  

คำวินิจฉัยคือ  ยกอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 และประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องให้ข้าราชการตำรวจพ้นจากตำแหน่ง"

วงรอบถัดมาคือ  ผบ.ตร.ได้ลงนามคำสั่ง ตร.ที่ 157/2568 ลงวันที่ 11 มี.ค.2568 เรื่องลงโทษไล่ข้าราชการตำรวจออกจากราชการ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 18 เม.ย.2567 เป็นต้นไป  โดยมีรายชื่อดังต่อไปนี้ 1.พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผบ.ตร. 2.พ.ต.อ.กิตติชัย สังขถาวร รองผบก.ภ.จว.สงขลา 3.พ.ต.ท.คริษฐ์ ปริยะเกตุ รองผกก.สส.สภ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ 4.ส.ต.อ.ณัฐวุฒิ หวัดแวว ผบ.หมู่ (ทำหน้าที่จราจร) งานปฏิบัติการจราจรตามโครงการพระราชดำริ 1 กก.6 บก.จร. 5.ส.ต.อ.ณัฐนันท์ ชูจักร ผบ.หมู่ งานสายตรวจ 1 กก.1 บก.จร.


" เนื่องจากมีกรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง โดยมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับเว็บ พนันออนไลน์ชื่อ BNKMASTER และถูกดำเนินคดีอาญา ตามคดีอาญาที่ 391/2566 ของ สน.เตาปูน พร้อมทั้งถูกศาลอาญาออกหมายจับในความผิดฐาน สมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน และเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันฟอกเงิน ซึ่งเป็นการกระทำผิดอย่างร้ายแรงตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 ม.112 (6)(9) ประกอบม.111 (1) (2) (15) และ (16) 

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล  อดีต รองผบ.ตร.

โดยกรณีนี้ได้ผ่านกระบวนการสอบสวนทางวินัยตามขั้นตอนของกฎหมาย คณะกรรมการสอบสวนพิจารณาแล้วเห็นว่า พฤติการณ์ของข้าราชการตำรวจทั้ง 5 นาย เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง จึงมีมติเห็นควรลงโทษไล่ "พล.ต.อ.สุรเชษฐ์"  กับพวกรวม 5 นายออกจากราชการ และคณะกรรมการพิจารณาเพื่อเสนอแนะการลงโทษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้พิจารณาในการประชุมครั้งที่ 2/2568 เมื่อวันที่ 7 มี.ค.2568 แล้วมีมติเห็นควรลงโทษไล่ "พล.ต.อ.สรเชษฐ์" กับพวกรวม 5 นาย ออกจากราชการ เช่นเดียวกัน เป็นเหตุให้ "พล.ต.อ.สุรเชษฐ์" กับพวกไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญ

ผู้ถูกลงโทษสามารถอุทธรณ์คำสั่งนี้ โดยยื่นอุทธรณ์ต่อ ก.พ.ค.ตร. ภายใน 30 วัน นับแต่วันรับทราบคำสั่ง และหากประสงค์จะฟ้องโต้แย้งคำสั่งหรือคำวินิจฉัยอุทธรณ์นี้ สามารถทำคำฟ้องเป็นหนังสือยืนต่อศาลปกครองหรือส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนไปยังศาลปกครองภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งหรือรับทราบคำวินิจฉัยอุทธรณ์ หรือภายใน 90 วัน นับแต่วันพ้นกำหนด 90 วัน นับแต่วันที่ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือร้องขอทราบผลการวินิจฉัยอุทธรณ์ต่อไป"  เอกสารของสตช.ชี้ไว้


ต่อมา วันที่ 3 ก.ค. 2568  มีการเผยแพร่หนังสือเอกสารของบิ๊กโจ๊ก ที่ระบุหัวข้อเรื่อง ร้องเรียนและขอให้ตรวจสอบการทำหน้าที่ของตุลาการศาลปกครองสูงสุดรายหนึ่งที่มีพฤติกรรมไม่เป็นกลางกรณีพิจารณาคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนมิชอบด้วยกฎหมาย โดยหนังสือดังกล่าวได้เรียนถึง ประธานกรรมการศาลปกครองสูงสุดเพื่อขอให้ตรวจสอบเรื่องที่เกิดขึ้นโดยอ้างว่า ตุลาการคนนั้นคือเพื่อนร่วมรุ่นของผบ.ตร.ในการเรียนหลักสูตรหนึ่งของศาลรัฐธรรมนูญ


เเละจากนั้นวันที่ 18 ก.ย.2568  "บิ๊กโจ๊ก" ยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง (ก.ศป.) ให้สอบสวนเอาผิดทางวินัยและจริยธรรมกับ"ประสิทธิ์ศักดิ์  มีลาภ" ประธานศาลปกครองสูงสุด และ "อนุวัฒน์  ธาราแสวง" ประธานแผนกคดีละเมิด ” ฐานเข้าข่ายแทรกแซงการพิจารณาคดีขององค์คณะอย่างชัดเจนจากเคสหกคลิปเสียงของตุลาการฯ“


"อดีตรองผบ.ตร." บอกว่า ไม่ได้รับความยุติธรรมในระหว่างการพิจารณาคดีชั้นศาลปกครอง และยังได้พูดถึงประเด็นเรื่องคลิปเสียงหลุด ที่อ้างว่ามีการสั่งการมาจากประธานศาลปกครองสูงสุดผ่านประธานแผนกฯ ซึ่งเป็นเพื่อนเรียนกับผบ.ตร. เเละให้รื้อการพิจารณาคดีความของ "บิ๊กโจ๊ก" ใหม่ ทั้งๆที่มติของอนุกรรมการฯศาลปครองสูงสุด ชี้ให้ "บิ๊กโจ๊ก" ชนะไปแล้ว


เเละในวันนั้น "บิ๊กโจ๊ก" ไปยื่นร้องต่อศาลปกครองอีกครั้งหนึ่ง ขอให้ประธานศาลปกครองสูงสุด "ห้ามมายุ่งเกี่ยวกับคดีของ"บิ๊กโจ๊ก"และขอให้ประธานคณะกรรมการตุลาการศาลปกครองดำเนินการตรวจสอบทางวินัยและจริยธรรมกับประธานเเผนกฯบางรายในศาลด้วยว่าไม่เป็นกลาง" 


เเต่วันนั้น เอกสารข่าวของสำนักงานศาลปกครองอธิบายว่า "ส่วนกรณีคดีใดจะนำเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดนั้น มาตรา 68 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 บัญญัติให้ดำเนินการเมื่อประธานศาลปกครองสูงสุดเห็นสมควร ซึ่งองค์คณะจะประกอบด้วยตุลาการในศาลปกครองสูงสุดทุกคนที่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ ทั้งนี้ โดยไม่จำต้องนำเข้าที่ประชุมใหญ่เฉพาะคดีที่มีความเห็นไม่ตรงกันระหว่างองค์คณะกับผู้ตรวจกลั่นกรองคำพิพากษาหรือคำสั่งเท่านั้น

สำนักงานศาลปกครองขอแจ้งว่าคู่กรณีหรือบุคคลใด ๆ ไม่อาจนำกระบวนการหรือขั้นตอนภายในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลไปเผยแพร่อันเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายได้ อีกทั้ง การกระทำดังกล่าวอาจเข้าลักษณะเป็นการกระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลอีกด้วย... ”

จากนั้นวันที่23ก.ย.2568  "บิ๊กโจ๊ก" ยื่นคำร้องกับศาลปกครองเป็นครั้งที่ 3 โดยยื่นหนังสือต่อประธานศาลปกครองสูงสุด ขอให้ยกเลิกเพิกถอนความเห็นของ "สิริกาญจน์ พานพิทักษ์" ประธานแผนกคดีบริหารราชการแผ่นดินในศาลปกครองสูงสุด   ในคดีหมายเลขดำที่ฟ.117/2567 ที่ตนยื่นฟ้องผบ.ตร./กพ.ค.ตร. /นายกรัฐมนตรี ที่ให้ไล่ "พล.ต.อ. สุรเชษฐ์" ออกจากราชการ 


และยังยื่นหนังสือถึง "อำพน เจริญชีวินทร์"  ตุลาการหัวหน้าคณะในศาลปกครองสูงสุด ขอให้นำเสนอประธานศาลปกครองสูงสุด  และประธานแผนกคดีบริหารราชการแผ่นดินในศาลปกครองสูงสุด เพิกถอนความเห็นในคดีดังกล่าวของ "สิริกาญจน์"  รวมถึงยื่นหนังสือถึง "สิริกาญจน์" ในฐานะประธานแผนกคดีบริหารราชการแผ่นดินในศาลปกครองสูงสุด ขอให้เพิกถอนความเห็นของตัวเองในคดีดังกล่าว 

เนื่องจากเห็นว่าเป็นความเห็นที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปราศจากความเป็นกลาง มีอคติ อันเป็นสภาพร้ายแรง ไม่อยู่บนพื้นฐานของความสุจริตเที่ยงธรรม ขัดต่อกฎหมาย รัฐธรรมนูญ มาตรา 188 และจริยธรรมตุลาการศาลปกครอง ข้อ 1 ข้อ 3 และข้อ 6 


ล่าสุดคือ 29ก.ย.2568 "บิ๊กโจ๊ก" ยื่นฟ้องประธานศาลปกครองสูงสุดกับพวก ข้อหา "ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ" ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง  ตลิ่งชัน  โดยศาลได้รับฟ้องเป็นคดีหมายเลขดำที่ อท.172/2568 เเละนัดฟังคำสั่งชั้นตรวจฟ้องวันที่20 ต.ค.2568  โดยบิ๊กโจ๊กอ้างใช้สิทธิ์ปกป้องตนเอง/ไม่ได้หมิ่นศาล 


พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ กล่าวว่า จะยื่นหนังสือถึง ประธานศาลปกครองสูงสุด อีกครั้งว่าได้ฟ้องอาญาทุจริตฯไปแล้ว  ต่อจากนี้ประธานศาลปกครองสูงสุด จะไม่สามารถเข้ามาเกี่ยวข้องกับคดีของตน และตนยืนยันว่าสิ่งที่ทำไปนั้นไม่ใช่เป็นการดูหมิ่นศาล ( โลกออนไลน์เเชร์คลิปเสียงหกชุดเคสตุลาการศาลฯในคดี "บิ๊กโจ๊ก" มาหลายวันเเล้วเเละบิ๊กโจ๊กยอมรับในคลิปดังกล่าว ) แต่เป็นการเปิดเผยความจริงเพื่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชน

หากไล่เวลาจากการขยับล่าสุดเเละย้อนไปวันวาน บนเส้นทางการร้องเรียนขอความเป็นธรรม/รักษาสิทธิของ "บิ๊กโจ๊ก" นั้นพบว่า


"บิ๊กโจ๊ก" น่าจะลุ้นครั้งสุดท้ายในปลายปีนี้ โดยควรจับตาในวันที่ 20 ตุลาคม 2568 หากศาลอาญาคดีทุจริตฯ "ยกคำร้อง"  เชื่อว่าจากนั้นศาลปกครองสูงสุดน่าจะวินิจฉัยคดีเเละคำร้องของบิ๊กโจ๊กให้ยุติ  โดยมีสองทางคือ 1.ยกคำร้อง หากเป็นเเบบบนี้ เเปลว่า "บิ๊กโจ๊ก" นั้นหมดสิทธิกลับสตช. เเละจะเริ่มก้าวใหม่สู่ขั้นตอนอื่นๆทางกฎหมาย(การทูลเกล้าฯเสนอถอดถอนยศ/ศาลปกครองอาจฟ้องข้อหาหมิ่นอำนาจศาล/การต่อสู้ในคดีอื่นๆ ) 2. เห็นชอบกับคำร้อง เเปลว่า สตช.ต้องรับ "บิ๊กโจ๊ก" กลับเข้ารับราชการทันทีเเละมีลุ้นขึ้นผบ.ตร.ในเวลาต่อไป


ส่วนการต่อสู้ทางอาญานั้น  เเน่นอนว่า "บิ๊กโจ๊ก" ต้องไปสู้คดีที่ ป.ป.ช./ปปง./สตช./ศาลอาญาเเละอื่นๆ( หากมี ) เเบบต่างกรรมต่างวาระซึ่งคดีมีมากมาย โดย "บิ๊กโจ๊ก" ต้องพิสูจน์เเละชี้ให้เห็นตัวตนว่าบริสุทธื์จริง !?!?! เ เต่ผลสุดท้ายจะเป็นเเเบบใดเเละใช้เวลานานเท่าใดนั้น รอลุ้น...เพราะเเว่วว่าเเต่ละคดีนั้น "บิ๊กโจ๊ก" เหนื่อย