1.ดึงเกมผ่านการทำงานของ “6 เสือ กกต.” ที่เหลืออยู่
กล่าวคือ เมื่อสำนวนคดีฮั้ว สว.ถูกชงไปถึง “บอร์ด 6 เสือ” ทั้ง 6 คน จะพิจารณาและลงมติ หากชี้มูลความผิด หรือเห็นว่าข้อกล่าวหาควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำผิด ก็จะส่งสำนวนไปยังศาลฎีกา เพื่อแจกใบแดง เมื่อศาลฎีการับสำนวน สว.ที่ถูกกล่าวหาต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที
แต่ปัญหาคือ ปัจจุบัน กกต.เหลือปฏิบัติหน้าที่ได้ 6 คน จาก 7 คน โดย กกต.คนที่ 7 คือ คุณปกรณ์ มหรรณพ หมดวาระไปแล้ว เพราะอายุครบ 70 ปี จึงไม่ได้อยู่รักษาการ หรือทำหน้าที่ต่อจนกว่าจะได้ กกต.คนใหม่มาแทน
ส่วน กกต.ที่เหลือ 6 คนประกอบด้วย
- คุณอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต.
- ศ.ดร. สันทัด ศิริอนันต์ไพบูลย์
- คุณเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ
- ดร.ฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ
- คุณชาย นครชัย
- คุณสิทธิโชติ อินทรวิเศษ
ที่น่าสนใจคือ กกต. 4 คน จาก 6 คน จะหมดวาระในปลายปีนี้ แบ่งเป็น 2 คนแรก หมดวาระเดือนสิงหาคม และอีก 2 คนถัดมาจะหมดวาระเดือนธันวาคม 2568 หากมีการดึงเวลาการวินิจฉัยชี้มูลไปถึงช่วงนั้น จะมีปัญหาในการลงมติหรือไม่ และจะเป็นข้อต่อสู้ โต้แย้งของบรรดา สว.ที่ถูกกล่าวหาหรือเปล่า
ที่สำคัญหากสำนวนคดีฮั้ว สว.ถูกดึงไปถึงสิ้นปี จะมี กกต.หมดวาระถึง 4 คน ในจำนวนนี้หากมี กกต.รักษาการ 2 คนตัดสินใจลาออก อาจจะอ้างปัญหาสุขภาพ จะเกิดปัญหาว่า กกต.ที่เหลือแค่ 4 คน ยังสามารถทำหน้าที่ต่อไปได้หรือไม่ (เพราะเสียงเกินกึ่งหนึ่ง 4 จาก 7 เสียง ต้องใช้มติเอกฉันท์เท่านั้น)
ขณะเดียวกัน ก็มีข่าวจากทาง สว.สีน้ำเงินว่า เมื่อ กกต.หมดวาระ ก็ไม่มีความจำเป็นต้องเร่งรีบคัดเลือก กกต.คนใหม่ไปทดแทนคนเก่า เพราะไม่ส่งผลดีกับสำนวนคดีฮั้ว สว.
2.มีกระแสกดดันให้ประธาน กกต. คุณอิทธิพร บุญประคอง ลาออกจากตำแหน่ง เพราะเมื่อไม่มีประธาน กกต. จะต้องเสียเวลารอการคัดเลือกประธานคนใหม่ อีกระยะหนึ่ง
3.การส่งหนังสือแจ้งข้อหา สส. และรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย ว่าเกี่ยวข้องกับขบวนการฮั้ว สว. หากมีการชี้มูลความผิดในชั้นของบอร์ด 6 เสือ กกต.ต้องส่งสำนวนต่อไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช.หรือไม่ เพราะคนเหล่านี้ไม่ได้มีสถานะเป็น สว. จึงไม่สามารถส่งศาลฎีกาไปพิจารณาแจกใบแดงได้ โดยฐานความผิดน่าจะเป็นตัวการร่วม หรือผู้สนับสนุน
เรื่องนี้หากสำนวนถูกส่งไป ป.ป.ช. กระบวนการน่าจะยิ่งเนิ่นนาน ถึงขั้น สว.ชุดนี้อาจหมดวาระไปก่อนที่คดีจะเดินหน้าก็เป็นได้