ส่วนถ้าจะไม่ดำเนินการเจรจาแก้ไขปัญหาได้หรือไม่นั้น นายรัศม์ ระบุว่า สามารถได้ และปล่อยให้เป็นปัญหาของรัฐบาลอื่นต่อไป แต่ผลประโยชน์ที่มีใต้ทะเล ก็จะกลายเป็นศูนย์ ซึ่งในอนาคตหากไม่สามารถทำทรัพยากรขึ้นมาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศได้ ก็จะเป็นการทำลายโอกาสของประเทศ และก็เป็นการละเลยหน้าที่ของรัฐบาล ดังนั้น จึงยืนยันว่า การเจรจาตามกรอบ MOU44 จะเป็นการเจรจาแก้ไขทั้ง 2 ปัญหาไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งผลการเจรจาจะสำเร็จถึงระดับใดนั้น ก็ถือเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ตราบใดที่ยังไม่เริ่มการเจรจา ผลสำเร็จก็ไม่เกิดขึ้น และปัญหาก็จะค้างคาอยู่เช่นนี้
นายรัศม์ ยังยืนยันว่า การเจรจาของไทย โดยกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ ได้กำหนดว่า จะต้องรักษาผลประโยชน์แห่งชาติ และประชาชนสูงสุด ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ และผลการเจรจา จะต้องเป็นที่ยอมรับได้ของประชาชน เพราะท้ายที่สุด ผลการเจรจา จะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ทั้งสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา จึงจะมีผลทางกฎหมาย ไม่ใช่การตกลงกันเองอย่างลับ ๆ ซึ่งไม่สามารถทำได้
ส่วนหากมีการเจรจาแล้ว ระหว่างไทยกับกัมพูชา ฝ่ายใดจะได้เปรียบมากกว่านั้น นายรัศม์ มองว่า การเจรจาจะต้อง WIN-WIN ทั้ง 2 ฝ่าย เพราะถ้ามีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียเปรียบ หรือได้เปรียบเกินไป ก็ยากที่จะสำเร็จได้ จึงเป็นหน้าที่ของคนเจรจา เพื่อหาวิธีการแก้ไขปัญหาที่สมประโยชน์กัน และเป็นที่ยอมรับได้ของทุกฝ่าย เปิดเผย โปร่งใส ตรวจสอบได้
ส่วนมูลค่าทรัพยากรธรรมชาติที่มีในพื้นที่ทับซ้อนนั้น นายรัศม์ เข้าใจว่า มีปริมาณมหาศาลพอสมควร และอย่างน้อยสามารถนำทรัพยากรมาใช้เป็นค่าไฟ หรือราคาพลังงาน ช่วยพัฒนาประเทศได้มากอย่างมีนัยยะสำคัญ สามารถนำไปใช้พัฒนาด้านอื่น ๆ ของประเทศได้ เพราะรายได้ประเทศชาติขณะนี้ ส่วนใหญ่ก็หมดไปกับการซื้อพลังงาน ซึ่งก็เป็นความท้าทายของรัฐบาลว่า จะสามารถนำทรัพยากรมาใช้ประโยชน์ได้หรือไม่
ส่วนความแตกต่างในปัญหาพื้นที่ทับซ้อนระหว่างไทย-กัมพูชา กับไทย-มาเลเซีย ในพื้นที่อ่าวไทยด้วยกันมีความแตกต่างกันอย่างไรนั้น นายรัศม์ ระบุว่า เขตทับซ้อนไม่ได้มีเพียงกับกัมพูชาเท่านั้น แต่ยังมีกับประเทศมาเลเซีย รวมถึงเวียดนามด้วย แต่กับประเทศเวียดนามนั้น ไทยได้เจรจาหมดแล้ว และกับมาเลเซีย ยังเหลือบางส่วน แต่สามารถเจรจา เพื่อนำทรัพยากรในเขตทับซ้อนมาใช้ประโยชน์ได้ ซึ่งความแตกต่างนั้น ในด้านความสัมพันธ์ไทย กับแต่ละประเทศ ก็แตกต่างกัน รวมถึงการเมืองภายในของประเทศนั้น ๆ ที่มั่นคง ต่อเนื่อง หรือบางประเทศก็มีปัญหาภายใน รวมถึงเขตพื้นที่ทับซ้อนในอ่าวไทย ระหว่างไทยกับกัมพูชา ใหญ่กว่ามาเลเซียหลายเท่า แต่ตามหลักการกฎหมายระหว่างประเทศสามารถเจรจาได้ พร้อมย้ำว่า MOU44 ใช้ความระมัดระวัง เกินกว่าที่กฎหมายระหว่างประเทศบัญญัติไว้ โดยจะแก้ปัญหาทั้งพื้นที่ และผลประโยชน์ทางทะเล
ส่วนความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการเสียเกาะกูดนั้น นายรัศม์ ย้ำว่า เกาะกูด เป็นของประเทศไทยโดยสมบูรณ์ ตามสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศสแล้ว ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นได้ แต่สิ่งที่รัฐบาล และกระทรวงการต่างประเทศเจรจา คือ เรื่องทางทะเล ไม่เกี่ยวกับดินแดนบนเกาะกูด ดังนั้น ประเด็นเรื่องเกาะกูดจึงถือว่า จบสิ้นไม่มีวันเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นได้
สรุป
- การเจรจาพื้นที่ทับซ้อนอ่าวไทย ระหว่างไทย-กัมพูชา เจรจามาตั้งแต่ปี 2513 แต่กัมพูชา ได้ประกาศอ้างสิทธิในปี 2515 และไทยได้ประกาศอ้างสิทธิในปี 2516 จึงทำให้เกิดพื้นที่ทับซ้อน ดังนั้น ตามกฎหมายระหว่างประเทศต้องทำให้เกิดการเจรจากัน รัฐบาลในปี 2544 จึงทำ MOU ร่วมกับกัมพูชา เพื่อเจรจาเรื่องดังกล่าว
- การยกเลิก MOU44 ไม่ได้ทำให้การอ้างสิทธิของกัมพูชาหายไปด้วย และปัญหาก็ยังคงอยู่ แถมยังจะทำให้ไม่มีกลไกทำให้เกิดการเจรจาด้วย ซึ่งรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เคยเสนอให้มีการศึกษาการยกเลิก MOU44 แต่สุดท้ายผลการศึกษา ก็ยืนยันว่า การดำเนินการตาม MOU44 นี้ เป็นแนวทางการดำเนินการที่ดีที่สุด
- คณะรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ์ มีมติให้ใช้ MOU44 เป็นกรอบในการเจรจาต่อ และมีการตั้งคณะกรรมการ JTC ที่มีพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน
-
กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ ยืนยันการเจรจาต้องรักษาผลประโยชน์แห่งชาติ และประชาชนสูงสุด และผลการเจรจาจะต้องเปิดเผย โปร่งใส และได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ไม่สามารถไปตกลงกันเองอย่างลับ ๆ ได้
-
มูลค่าทรัพยากรธรรมชาติที่มีในพื้นที่ทับซ้อนนั้น มีปริมาณมหาศาลพอสมควร สามารถนำทรัพยากรมาใช้เป็นค่าไฟ หรือราคาพลังงาน ช่วยพัฒนาประเทศได้มากอย่างมีนัยยะสำคัญ หากไม่สามารถทำทรัพยากรขึ้นมาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศได้ ก็จะเป็นการทำลายโอกาสของประเทศ
-
เกาะกูด เป็นของไทยโดยสมบูรณ์ตามสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ไม่สามารถเปลี่ยนไปเป็นอื่นได้
คัชฑาพงศ์ ลีลาพงศ์ฤทธิ์
ผู้สื่อข่าว Nation TV รายงาน