ส่วนที่มีการมองว่า หากไม่ยกเลิก "MOU 44" จะทำให้ไทยยอมรับเส้นเขตแดนของกัมพูชานั้น นายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า เป็นเรื่องเข้าใจผิด ไม่มีการยอมรับเส้นใดๆ ซึ่ง "MOU 44" คือการที่คิดไม่เหมือนกัน แต่ต้องแก้ปัญหาร่วมกันระหว่างสองประเทศ ซึ่งตั้งแต่ปี 2515 กัมพูชาได้ดำเนินการขีดเส้นมาก่อน เมื่อปี 2516 ประเทศไทยก็ขีดเส้นด้วย เมื่อขีดเหมือนกัน แต่ข้อตกลงข้างในไม่เหมือนกัน จึงต้องมี "MOU" ขึ้นมา แล้วเปิดการเจรจา ซึ่งเป็นความเท่าเทียมกันว่าทั้งสองประเทศ จะต้องพูดคุยกันว่าจะดำเนินการอย่างไร
โดย MOU นี้ไม่เกี่ยวข้องกับเกาะกูด และเกาะกูดก็ไม่อยู่ในการเจรจา จึงขอให้คนไทยสบายใจได้ว่าจะไม่เสียเกาะกูดไป ซึ่งกัมพูชาไม่สนใจเกาะกูดของไทย เพราะไม่ได้อยู่ในการเจรจานี้ จึงขอให้ประชาชนอย่ากังวล
ส่วนที่มีข้ออ้างว่า ไทยมีมติ ครม. ยกเลิก MOU 44 สมัยรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นั้น นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า ไม่มีเรื่องนี้ ข้อเท็จจริงคือ MOU 44 ยกเลิกไม่ได้ ถ้าไม่เกิดการตกลงระหว่างสองประเทศ และเรื่องนี้ต้องเข้าสู่รัฐสภา ซึ่งเป็นไปตามกฎหมาย ดังนั้นเรื่องนี้จึงไม่มี และเมื่อปี 2552 ไม่ได้นำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมสภา และในปี 2557 พลเอกประยุทธ์ ยืนยันเป็นเนื้อเดียวกัน มีมติ ครม. ว่าไม่มีการยกเลิก
ส่วนกระแสที่ให้มีการยกเลิก MOU 44 จะดำเนินการอย่างไรไม่ให้เกิดปัญหาบานปลาย นายกรัฐมนตรี ย้อนถามกลับว่า ยกเลิกแล้วได้อะไร ต้องกลับมาที่เหตุและผล ทุกประเทศอาจคิดไม่เหมือนกันได้ เมื่อคิดไม่เหมือนกันก็ต้องมีข้อตกลงเพื่อมาพูดคุยกัน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญ การรักษาความสงบของประเทศเป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้นใน MOU 44 นี้จึงเปิดให้ทั้งสองประเทศพูดคุยกัน หากไทยยกเลิกอาจโดนฟ้องร้องจากกัมพูชาอย่างแน่นอน ซึ่งไม่มีประโยชน์ใดๆ การหารือในวันนี้ ยืนยันว่าตนรับฟังเสียงคัดค้าน จึงมีการมาพูดคุยและทุกคนตกลงในเนื้อหาเดียวกันอย่างง่ายดาย และเข้าใจตามรายละเอียดว่า เป็นข้อตกลงระหว่างประเทศไม่เกี่ยวกับเสียงคัดค้าน วันนี้ที่ออกมาชี้แจงให้ประชาชนได้เข้าใจ เพื่อจะอธิบายว่า MOU 44 ไม่เกี่ยวกับเกาะกูด และเป็นเรื่องข้อตกลงระหว่างประเทศ โดยไทยยังไม่ได้เสียเปรียบในเรื่องของการตกลง ดังนั้นอย่าเอาเรื่องการเมืองมาทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสั่นคลอน ขอทำความเข้าใจให้ตรงกันตามหลัก และพรรคร่วมรัฐบาลก็เห็นด้วยในการเดินหน้า MOU ต่อในเรื่องนี้
“ขณะนี้กัมพูชารอฝ่ายไทยตั้งคณะกรรมการ เพื่อเป็นตัวแทนไปพูดคุย เชื่อว่าเรื่องนี้จะไม่บานปลายหากทุกคนเข้าใจในหลักการ เพราะคือข้อเท็จจริง ยืนยันว่าไม่มีเบื้องหลังใดๆ แต่นี้คือกรอบ เป็นไปตามกฎหมาย และเรื่องนี้ไม่เป็นเผือกร้อนในมือของดิฉัน”
ส่วนแนวทางของรัฐบาลไทยกับข้อตกลงผลประโยชน์ที่ทับซ้อนทางทะเล จะดำเนินการอย่างไร "นายกรัฐมนตรี" กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องคุยกันระหว่างประเทศ พร้อมศึกษารายละเอียดว่าจะสามารถแบ่งกันอย่างไร เพื่อทั้งสองประเทศได้ผลประโยชน์และเกิดความยุติธรรม เพราะหลายคนรู้ว่ามีก๊าซธรรมชาติ และสามารถลดต้นทุนพลังงานได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องส่งคณะกรรมการ ซึ่งเป็นผู้รู้ในรายละเอียดต่างๆ ไปศึกษาร่วมกันทั้งสองประเทศ เพื่อให้ได้คำตอบต่อประชาชนอย่างชัดเจน ซึ่งอยู่ในกระบวนการต่อไป
ส่วนจะใช้ความสัมพันธ์ที่ดีของ "นายทักษิณ ชินวัตร" เพื่อพูดคุยกับกัมพูชาหรือไม่ "นายกรัฐมนตรี" กล่าวว่า ความสัมพันธ์ที่ดีสามารถสร้างคอนเน็คชั่นดีๆ ได้ เปรียบเหมือนมีเพื่อนสนิทสามารถคุยกับเพื่อนสนิทได้ แต่เรื่องผลประโยชน์แต่ละประเทศต้องใช้คณะกรรมการ เพื่อจะได้ไม่เกิดการต่อต้าน ซึ่งเรื่องของประเทศ บางอย่างที่สำคัญต้องใช้กรรมการคุยกัน เพื่อจะเกิดความรู้ รู้ครบ และมีความยุติธรรม
“ยืนยันรัฐบาลนี้ปกป้องผลประโยชน์ของประเทศอย่างสูงสุด เพราะดิฉันเป็นคนไทยร้อยเปอร์เซ็นต์ และประเทศไทย คนไทย ต้องมาก่อน ดังนั้นรัฐบาลนี้ยืนยันจะรักษาแผ่นดินไทยไว้อย่างเต็มที่ และจะทำให้ประชาชนมีความสุขที่สุด นั่นคือสิ่งที่ต้องการ”
อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรี ไม่ตอบว่าในวงหารือพรรคร่วม มีการหารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญกับพรรคร่วมรัฐบาล โดยได้เดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้าทันที