ด้าน "นายมูฮัมหมัด สาวาวี อูเซ็ง" น้องชายผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ตากใบ ระบุว่า ตนและและญาติผู้เสียชีวิต รวมถึงประชาชนในพื้นที่ ยังคงต้องหาความยุติธรรมให้กับผู้เสียชีวิต 85 ศพ ซึ่งญาติผู้เสียชีวิต รอคอยความยุติธรรมมาเกือบ 20 ปี และให้เจ้าหน้าที่รัฐเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อค้นหาผู้กระทำผิด เพียงเพราะประชาชนที่ไปประท้วงเรียกร้องเพื่อหาความยุติธรรม แต่เจ้าหน้าที่รัฐกลับดำเนินการสลายการชุมนุมเหมือนผู้ประท้วงไม่ใช่มนุษย์ และในช่วงเดือนรอมฎอนชาวมุสลิมถือศีลอด ไม่มีเรี่ยวแรงอยู่แล้ว จึงเกิดคำถามคาใจญาติมากมาย ทั้งการเคลื่อนย้าย, สำนวนคดีหาย แต่เมื่อญาติไปฟ้องร้องเอง กลับมีสำนวนคดี และยังมีการปัดความรับผิดชอบ และยิ่งคดีจะหมดอายุความแล้ว รัฐบาลกลับพยายามยื้อไม่แสดงความจริงใจให้ใครมารับผิดชอบ และประชาชน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และญาติผู้เสียชีวิต ก็ต้องอยู่กับความเจ็บปวดต่อ แม้คดีความจะหมดอายุไปไป แต่ความรู้สึกของญาติผู้เสียชีวิตไม่มีอายุความ และญาติผู้เสียชีวิต ได้เพียงสะท้อนกันเอง และจัดงานรำลึกในพื้นที่ ไม่หวังให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะเช่นนี้อีก
ส่วนกรณีที่ "นายภูมิธรรม เวชยชัย" รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ออกมาปฏิเสธ ไม่รู้ ไม่ได้เกี่ยวข้องนั้น น้องชายผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ตากใบ บอกว่า ประชาชนไม่ได้โง่ และรู้ เพราะติดตามข่าวตลอด หรือแม้ที่พรรคเพื่อไทยจะออกแถลงการณ์ว่า พลเอกพิศาล วัฒนวงษ์คีรี อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะอดีตแม่ทัพภาคที่ 4 ได้ประกาศลาออกจากพรรคเพื่อไทยไปแล้ว ประชาชนก็ไม่เชื่อว่า พลเอกพิศาล จะลาออกด้วยตนเอง ซึ่งทั้งหมดถือเป็นความเจ็บปวด ที่เมื่อศาลประทับรับฟ้องแล้ว แต่ตำรวจก็ยังไม่สามารถจับตัวจำเลยได้ เป็นความเจ็บปวดเพราะขอแค่ความยุติธรรมให้เกิดขึ้นกับผู้เสียชีวิต จึงขอให้รัฐบาล ได้ออกมาขอโทษจากใจจริง โดยการออกมาขอโทษกับการกระทำต่อเจ้าหน้าที่รัฐในกำกับ หรือที่ผ่านมาจะอ้างว่า มีการขอโทษจากหน่วยงานต่าง ๆ แล้ว แต่ประชาชนในพื้นที่ และญาติผู้เสียชีวิตกลับไม่รู้สึกใด ๆ เพราะมองการขอโทษดังกล่าว เป็นแค่ลมปาก และขอโทษแบบไม่มีความจริงใจ และหากปราศจากความยุติธรรมใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็เชื่อว่า จะไม่เกิดความสันติสุข และสันติภาพในภาคใต้
น้องชายผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ตากใบ ยังกล่าวทิ้งท้ายว่า คนที่ไม่ถูกกระทำ ไม่รู้สึก เพราะตอนที่ตนไปรับศพพี่ชายนั้น ยังแทบจำหน้าไม่ได้ เพราะศพทั้งบวม และเหม็นไม่ได้รับการดูแลใด ๆ และทุกศพในหมู่บ้านนั้น ล้วนแล้วคอหักทั้งหมด จึงตั้งข้อสงสัยว่า เหตุใดผู้เสียชีวิตจึงถูกกระทำเหมือนไม่ใช่คน และขอให้รัฐได้เข้าใจว่า แม้คดีจะหมดอายุความ แต่ความรู้สึกของญาติผู้เสียชีวิต ไม่มีวันหมดอายุ
นายอับดุลกอฮาร์ อาแวปูเตะ ทนายความในคดีตากใบ เห็นว่า คดีตากใบ สะท้อนความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งการแก้ไขกฎหมายตามข้อเสนอนั้น ถือเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ปัญหาหลัก คือ กระบวนการยุติธรรมไม่สามารถอำนวยความเป็นธรรมในพื้นที่ได้ เช่น การไต่สวนการตาย จะต้องนำไปสู่การหาตัวผู้กระทำความผิด ไม่เฉพาะตากใบ แต่หลายคดี การหาตัวผู้กระทำผิด กลับปล่อยให้มีการลอยนวลไปได้
ทนายความในคดีตากใบ ยังตั้งข้อสังเกตว่า คดีตากใบไต่สวนเสร็จในปี 2552 ซึ่งตามขั้นตอน จะต้องส่งสำนวนกลับไปยังอัยการ และพนักงานสอบสวน ก่อนพิจารณาว่า เหตุการณ์การตายที่เกิดขึ้นมีการกระทำผิดอาญาหรือไม่ และหาตัวผู้กระทำผิด เพื่อแจ้งข้อกล่าวหา และดำเนินคดีต่อไป แต่ในคดีกรณีที่เจ้าหน้าที่รัฐอ้างปฏิบัติราชการตามหน้าที่ กลับมีเกราะคุ้มกันในการไต่สวน และการไต่สวนถือเป็นการพิจารณาการตายเบื้องต้นว่า ใครเป็นผู้กระทำ และจะต้องรับผิดชอบหรือไม่ ซึ่งพนักงานสอบสวนจะเป็นผู้เขียนสำนวน และพนักงานสอบสวนในคดีนี้ ก็เห็นว่า เหตุการณ์ตากใบ ไม่ได้เป็นผลจากกระทำความผิดอาญา และผู้ว่าราชการจังหวัดในขณะนั้น ก็เห็นสอดคล้องกัน ทำให้คดีต้องยุติลง แต่ญาติผู้เสียชีวิต ก็ยังรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม จนเมื่อปี 2566 ญาติผู้เสียชีวิต ได้ตัดสินใจฟ้องตรงเพื่อเปิดเผยความจริงตามกระบวนการยุติธรรม ก่อนที่คดีความจะขาดอายุความในวันที่ 25 ตุลาคมนี้