โดยเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.คือ "นายจัตุรงค์ พานิชเจริญ" และ"นายสมบัติ ธรธรรม" ร่วมมือกับ "พ.ต.ท.คริษฐ์" ในการจัดทำสัญญาเหล่านี้ เพราะห้วงเวลาใกล้เคียงกันนั้น พบว่า "นายจัตุรงค์" ส่งไฟล์สัญญาการซื้อขายที่ดิน อ.สิงหนคร ให้ "พ.ต.ท.คริษฐ์ " พร้อมกับไฟล์ร่างสัญญาตกแต่งบ้านพักในต.บ่อยาง อ.เมืองอีกหลายฉบับ ผ่านระบบแชทไลน์
"เนชั่นทีวี" พบว่า สำนวนของ"บก.ปปป."ระบุไว้ว่าโดยไฟล์สัญญาซื้อขายที่ดิน อ.สิงหนครนั้น ระบุห้วงเวลาไว้ในเดือนมิย.2557 ว่า นายบัญชาขายที่ดินให้กับ "นายสมมาตร อ่อนแก้ว" พื้นที่ต.ชิงโค อ.สิงหนคร จำนวน 8 ไร่เศษ ราคา 34 ล้านบาท ซึ่งข้อมูลในไฟล์นี้อ้างว่า "นายสมมาตร" แจ้งว่าชำระแล้ว 10 ล้านบาทและจะชำระเงินส่วนที่เหลือให้ครบภายในหนึ่งปี แต่ พบว่า ไม่มีการลงนามระหว่าง"นายบัญชา" และ "นายสมมาตร"
ส่วนร่างสัญญาว่าจ้างการตกแต่งบ้านพักอาศัยนั้นมีสี่ฉบับ
สัญญาฉบับแรก ลงวันที่ 26 กพ.2565 ระหว่าง "นายบัญชา" กับ"นายประโยชน์ ร้อยแก้ว" ในฐานะผู้รับจ้างตกแต่งบ้านพักอาศัยขนาดสองชั้น จำนวนหนึ่งหลัง (เลขที่200 ต.บ่อยาง อ.เมือง จ.สงขลา) วงเงิน7.7ล้านบาท พนักงานสอบสวนเชื่อว่า เป็นการทำสัญญาลงวันที่ย้อนหลัง คือก่อนวันที่นายบัญชาจะเสียชีวิต แม้ร่างสัญญานี้ไม่มีการลงนามระหว่างนายบัญชาและนายประโยชน์ก็ตาม
สัญญาฉบับที่สอง ลงวันที่ 14 สค. 2564 ระหว่าง "นายบัญชา" กับ "นายอมรเทพ ขุนราษฎร์" ในฐานะผู้รับจ้างตกแต่งบ้านพักอาศัยขนาดสองชั้น จำนวน1หลัง(เลขที่2-4ต.บ่อยาง อ.เมือง จ.สงขลา) วงเงิน 8.7 ล้านบาทเศษ แบ่งชำระ 15 งวด พบว่า สัญญาจ้างฉบับนี้มีการลงลายมือชื่อ "นายอมรเทพ" แต่ไม่มีการลงลายมือชื่อนายบัญชา และยังพบบิลเงินสดย้อนหลังที่ลงนาม "นายอมรเทพ" ไว้แล้ว แต่ไม่มีการลงนามผู้รับ
สัญญาฉบับที่สาม ลงวันที่ 14 ต.ค. 2564 ระหว่าง "นายบัญชา" กับ "นายอมรเทพ" ในการตกแต่งบ้านพักอาศัยขนาดหนึ่งชั้น จำนวน 1 หลัง (เลขที่ 2 - 4 ต.บ่อยาง อ.เมือง จ.สงขลา) วงเงิน 1.4 ล้านบาทเศษ แบ่งชำระห้างวด ซึ่งพนักงานสอบสวนเชื่อว่าเป็นการทำสัญญาย้อนหลังเช่นกัน เพราะมีการลงนามของนายอมรเทพในสัญญารับจ้างเเละการออกใบเสร็จรับเงินตามการส่งงวดงาน
สัญญาฉบับที่สี่ ลงวันที่ 25 พย.2564 ระหว่างนายบัญชากับนายอมรเทพ ในการตกแต่งบ้านพักอาศัยขนาดสามชั้น จำนวน1หลัง( เลขที่2-4ต.บ่อยาง อ.เมือง จ.สงขลา ) วงเงิน2.7ล้านบาทเศษ แบ่งชำระ12งวด สัญญาจ้างฉบับที่สี่นี้ ดำเนินการเหมือนกับสัญญาฉบับที่สองและฉบับที่สาม
หากพิจารณาข้อมูลที่ "บก.ปปป." ตรวจสอบพบว่ากรณีนี้ มีการร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอมนั้น นับเป็นความผิดทางอาญา หากผู้กระทำความผิด รวมทั้งผู้สมรู้ร่วมคิดเป็นข้าราชการ/เจ้าหน้าที่รัฐนั้น อัตราโทษจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า
ตรงนี้น่าพิจารณาว่า ทำไม"บิ๊กตำรวจ" จึงสั่งการลูกน้องให้ดำเนินการปกปิดข้อเท็จจริงและแจ้งข้อมูลอันเป็นเท็จเกี่ยวกับบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของตัวเองและภริยาร่วมกับบุคลากรของ "ป.ป.ช." โดย "บก.ปปป." เชื่อว่า "บิ๊กตำรวจ" คนนี้มีส่วนรู้เห็นด้วยในกรณีเหล่านี้
แต่"บิ๊กโจ๊ก" อ้างกับ"เนชั่นทีวี" ว่า พร้อมชี้เเจงกับ "ป.ป.ช." เเต่ยืนยันไม่ทราบการดำเนินการของ"พ.ต.ท.คริษฐ์" ในเรื่องราวข้างต้นเเละควรสอบถาม "พ.ต.ท.คริษฐ์" เอง เพราะ"บิ๊กโจ๊ก"อ้างว่า "พ.ต.ท.คริษฐ์" ยอมรับว่าดำเนินการเองโดยที่ "บิ๊กโจ๊ก" ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องก็ตาม
ตรงนี้น่าพิจารณาว่า ทำไม "พ.ต.ท.คริษฐ์" ยอมเสี่ยงทำเอกสารปลอมขึ้นมาเเละเอกสารเหล่านี้ผลประโยชน์อยู่ที่ "บิ๊กโจ๊ก" เเละภริยา ซี่ง "พ.ต.ท.คริษฐ์" ไม่มีส่วนได้เสียเเต่อย่างใด ประเด็นนี้สังคมควรช่วยกันไขคำตอบที่เเท้จริงอีกทางหนึ่งด้วย
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง .....
บิ๊กโจ๊กแอ่นอก พร้อมสู้สำนวน 1,420 หน้า