เปิดโฉม "อาณาจักรพันล้าน" ปากแม่น้ำตาปี "เจ้าของคลังน้ำมันปริศนาสุราษฎร์"
04 เม.ย. 2569

เปิดโฉม "อาณาจักรพันล้าน" ปากแม่น้ำตาปี "เจ้าของคลังน้ำมันปริศนาสุราษฎร์" สู่เหมืองแร่-ปาล์ม สินทรัพย์ทะลุ 2,000 ล้าน
Business
04 เม.ย. 2569

เปิดโฉม "อาณาจักรพันล้าน" ปากแม่น้ำตาปี "เจ้าของคลังน้ำมันปริศนาสุราษฎร์" สู่เหมืองแร่-ปาล์ม สินทรัพย์ทะลุ 2,000 ล้าน
4 เมษายน 2569 ฐานเศรษฐกิจ เปิดอาณาจักรธุรกิจครอบครัวพันล้านภาคใต้ ที่ถูก DSI และตำรวจสนธิกำลังบุกตรวจ หลังพบยอดขายดีเซลพุ่งผิดปกติ 100%
พบโครงสร้างถือหุ้นรวมศูนย์กว่า 30 บริษัท สินทรัพย์กว่า 2,000 ล้านบาท ครอบคลุมตั้งแต่คลังน้ำมัน-ปั๊มปลีก-เหมืองแร่-ปาล์มน้ำมัน
การสนธิกำลังครั้งใหญ่ของเจ้าหน้าที่รัฐเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ภายใต้คำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 3/2569 นำโดยระดับรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม รัฐมนตรีช่วยกลาโหม รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เข้าตรวจสอบคลังน้ำมันผู้ค้าตามมาตรา 7 และมาตรา 10 ในจังหวัดสุราษฎร์ธานีรวม 6 จุดนั้น ได้สั่นคลอนอาณาจักรธุรกิจครอบครัวแห่งหนึ่งในภาคใต้ที่สะสมความมั่งคั่งมานานหลายทศวรรษ
การสอบสวนครั้งนี้พุ่งเป้าไปที่ยอดขายน้ำมันที่ผิดสังเกต ของคลังน้ำมันแห่งหนึ่งริมปากแม่น้ำตาปี ซึ่งทำหน้าที่กระจายน้ำมันให้ผู้ค้ารายย่อยในภาคใต้ตอนบน มียอดขายดีเซลเดือนมีนาคม 2569 พุ่งสูงถึง 10 ล้านลิตร เทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ที่มีเพียง 4.8 ล้านลิตร คิดเป็นการเพิ่มขึ้นกว่า 100% ภายในเดือนเดียว
ขณะที่ภาพรวมยอดจำหน่ายน้ำมันทั้งประเทศในช่วงเดียวกัน เพิ่มขึ้นเพียง 20% เท่านั้น
อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาควบคู่กับยอดขายเบนซินที่เดินสวนทางกัน โดยเดือนมีนาคมกลับ ดิ่งลงฮวบ จาก 1.7 ล้านลิตร เหลือเพียง 4 แสนลิตร
ภาพรวมของตัวเลขทั้งสองชนิดในเดือนเดียวกันจึงชี้ไปในทิศทางเดียวกัน นั่นคือ ดีเซลถูกกักไว้ในช่วงที่รัฐคุมราคา แล้วระบายออกอย่างผิดปกติในเวลาต่อมา
เบื้องหลังคลังน้ำมันที่ถูกตรวจสอบ คือกลุ่มธุรกิจครอบครัวที่มีโครงสร้างการถือหุ้นรวมศูนย์อย่างชัดเจน
บริษัทแกนกลางมีสินทรัพย์รวมกว่า 2,000 ล้านบาท รายได้รวมในปี 2567 เกือบ 2,000 ล้านบาท
โดยหัวหน้าครอบครัวถือหุ้นในบริษัทแกนกลางกว่า 90% และมีการลงทุนในบริษัทอื่นเกือบ 30 บริษัท
ขณะที่สมาชิกครอบครัวคนอื่นๆ ถือหุ้นในสัดส่วนเล็กน้อย คนละ 1-2% แต่ต่างกระจายการลงทุนในบริษัทอื่นๆ ในเครือด้วยตนเองอีกคนละหลายสิบบริษัท ทำให้ตระกูลนี้มีอิทธิพลในธุรกิจภาคใต้ตอนบนอย่างกว้างขวาง
โครงสร้างที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ มีบริษัทในเครือแห่งหนึ่งถือหุ้นข้ามไปยังบริษัทแม่
ขณะที่บริษัทแม่ก็ถือหุ้นย้อนกลับ ลักษณะการถือหุ้นวนเวียนในครอบครัวแบบนี้ ทำให้อำนาจการควบคุมกิจการแทบทั้งหมดยังคงอยู่ในมือของตระกูลเดียว
ธุรกิจครอบครัวแห่งนี้เติบโตจนกลายเป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 ที่มีเงื่อนไขสำคัญคือต้องมีการสำรองน้ำมันตามปริมาณการค้า และต้องมีปริมาณการค้าขั้นต่ำถึง 1 แสนเมตริกตันต่อปี หรือ 120 ล้านลิตร โดยจะได้รับสิทธิ์เปิดให้ซื้อน้ำมันสำเร็จรูป โดยตรงจากโรงกลั่นในประเทศ หรือนำเข้าจากต่างประเทศ แล้วจัดเก็บในคลังน้ำมันของตัวเอง และขนส่งด้วยเรือบรรทุกน้ำมันเพื่อจำหน่ายต่อ ซึ่งหมายความว่าธุรกิจของกลุ่มนี้ควบคุมห่วงโซ่การกระจายน้ำมันในภาคใต้ตอนบนอย่างครบวงจร
ปัจจุบันกลุ่มธุรกิจตระกูลนี้นี้มี คลังน้ำมัน 4 แห่ง กระจายอยู่ในภาคใต้ 2 แห่ง ภาคเหนือ 1 แห่ง และภาคตะวันออกอีก 1 แห่ง ในจำนวนนี้เป็น คลังเขตปลอดอากร 2 แห่ง ซึ่งได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีและศุลกากร
นอกจากนี้ยังมีสถานีบริการน้ำมันค้าปลีกในชื่อแบรนด์ของตัวเองกระจายอยู่ในสุราษฎร์ธานีและจังหวัดใกล้เคียงอีกด้วย
อาณาจักรครอบครัวนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ธุรกิจน้ำมัน แต่ขยายรากฐานออกไปครอบคลุมหลายอุตสาหกรรม ดังนี้
พลังงานครบวงจร ตั้งแต่ระดับคลังน้ำมันและผู้ค้าส่ง ไปจนถึงปั๊มน้ำมันปลีกกระจายอยู่ทั่วภาคใต้ตอนบน รวมถึงมีธุรกิจขนส่งทางทะเลและขนถ่ายสินค้ารองรับ
เกษตรและพลังงานทดแทน มีสวนปาล์ม โรงงานผลิตน้ำมันปาล์ม และโรงไฟฟ้าชีวมวล ที่เชื่อมห่วงโซ่อุปทานพลังงานทดแทนในภาคใต้
เหมืองแร่ ประกอบกิจการเหมืองยิปซัม แอนไฮไดรต์ และมีบริษัทเหมืองแร่จดทะเบียนใหม่ เพิ่งก่อตั้งในปี 2568 รวมถึงธุรกิจขายส่งแร่ธาตุและโลหะ
อสังหาริมทรัพย์และบริการ มีอาคารสำนักงานให้เช่า และกิจการให้บริการฝึกอบรมธุรกิจ
ค้าปลีก ลงทุนในธุรกิจร้านสะดวกซื้อแฟรนไชส์ชื่อดัง แม้จะมีผลประกอบการขาดทุนสะสมมาอย่างต่อเนื่อง
แม้บริษัทแกนกลางจะมีสินทรัพย์และรายได้ระดับพันล้าน แต่เมื่อสำรวจบริษัทในเครือที่สมาชิกครอบครัวถือหุ้นอยู่ พบว่ามีบริษัทหลายแห่งที่มี มูลค่าหุ้นติดลบ หรือขาดทุนสะสมหนัก โดยเฉพาะธุรกิจค้าปลีกสะดวกซื้อ และธุรกิจจำหน่ายปุ๋ยเคมีที่มีมูลค่าหุ้นติดลบ
นอกจากนี้ยังมีบริษัทในเครือแห่งหนึ่งที่อยู่ในสถานะ ล้มละลาย และอีกแห่งอยู่ระหว่าง ควบรวมกิจการ สะท้อนให้เห็นว่าการขยายธุรกิจอย่างกว้างขวางของครอบครัวนี้ไม่ได้ประสบความสำเร็จทุกสาขา
แหล่งข่าวในกระบวนการยุติธรรม เปิดเผยว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานและสอบปากคำผู้เกี่ยวข้อง
โดยหากพบมูลความผิดชัดเจน จะโอนคดีให้ DSI ดำเนินการตามกฎหมายอาญา ซึ่งมีโทษหนักกว่า และสำคัญที่สุดคือ เปิดทางให้ขยายผลไปสู่ มาตรการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ที่เจ้าหน้าที่สามารถสาวไปถึงทรัพย์สิน บัญชีเงินฝาก และสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดของทั้งครอบครัวได้
สำหรับอาณาจักรที่ใช้เวลาสร้างมาหลายทศวรรษ และมีเครือข่ายธุรกิจกว่า 26 บริษัท การสอบสวนครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของยอดขายน้ำมันที่ผิดปกติ แต่คือ
"การทดสอบครั้งใหญ่ที่สุดของธุรกิจครอบครัวแห่งนี้ ว่าจะผ่านพ้นแรงกดดันของกฎหมายได้หรือไม่"
#น้ำมันแพง #กักตุนน้ำมัน #ดีเอสไอ #DSI #สุราษฎร์ธานี #ฐานเศรษฐกิจ #อาณาจักรพันล้าน #ข่าวเศรษฐกิจ #โกงน้ำมัน #ฟอกเงิน
ภาพและข้อมูลจาก ฐานเศรษฐกิจ
ข่าวล่าสุด