ส่วนกรณีที่ ทนายความของบุ้ง จะขอวงจรปิดนั้น ในหลักการจะต้องให้อยู่แล้ว แต่เจ้าหน้าที่จะต้องขอตรวจสอบในรายละเอียดเพราะมีหลายส่วน แต่อะไรที่เป็นสิทธิของผู้ป่วย จะต้องขออนุญาตผู้ป่วยก่อน เพราะอยู่ด้วยกัน 2 คน ต้องขออีกคนก่อน
สำหรับการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ก็เป็นการตั้งคณะกรรมการ เพื่อไม่อยากให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก และราชทัณฑ์ ควรจะต้องมีการทำอะไรได้ดีกว่านี้ สำหรับผู้ต้องขังคดีระหว่างคดีที่รอการตัดสิน ซึ่งถือว่าผู้ต้องขังยังเป็นผู้บริสุทธิ์
กรณีที่สังคมตั้งคำถามถึงมาตรฐานการดูแลผู้ป่วยระหว่างบุ้ง กับอดีตนายกรัฐมนตรี นั้น ยืนยันว่า โรงพยาบาลราชทัณฑ์ มีมาตรฐานเดียว และย้ำว่าหากโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ ไม่ทำหนังสือส่งตัวมา ยังไงก็จะให้อยู่โรงพยาบาบธรรมศาสตร์ฯ อยู่แล้ว
ขณะที่ "นายสหการณ์ เพ็ชร์นรินทร์" อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวว่า ตามที่ตนได้รับรายงานและทำการตรวจสอบไทม์ไลน์ในวันเกิดเหตุ พบว่า บุ้งกับตะวัน ตื่นตี 3 กว่า แล้วมีการพูดคุยกัน และอ่านหนังสือ
โดย ตะวันมีการเข้าห้องน้ำ แล้วกลับจากห้องน้ำ บุ้งถามว่า ยังปวดท้องอยู่หรือไม่ แล้วบุ้งก็ยังนอนอยู่เตียงผู้ป่วย จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็มาตรวจวัดสภาพร่างกายทั้งความดัน อ็อกซิเจน อัตราการเต้นของหัวใจ เป็นการตรวจเป็นประจำทุกวัน โดยตรวจบุ้งแล้วไปตรวจตะวัน ประมาณ 1 นาที หลังตรวจเสร็จ บุ้งลุกขึ้นนั่งแล้วก็วูบ เจ้าหน้าที่ 4 คน ก็นำบุ้งไปห้องไอซียู
"จากนั้นทำซีพีอาร์ แล้วตรวจวัดชีพจร แล้วให้กลูโคส เพราะบุ้งอดอาหารมา เพื่อให้น้ำตาลสมดุล และฉีดอะดรีนาลีน ซึ่งเป็นยากระตุ้นหัวใจ และทำตลอดเวลา ระหว่างนั้นก็ประสานไปยังรพ.ธรรมศาสตร์ เพราะเป็น รพ.ตะติยภูมิ ส่วน ราชทัณฑ์ เป็นรพ.ทุติยภูมิ" นายสหการณ์ กล่าว
อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวต่อว่า เมื่อถึงมือแพทย์ก็ส่งทำซีพีอาร์อย่างต่อเนื่อง เพื่อกู้ชีพ และเหตุการณ์ครั้งนี้ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ที่ไม่มีตัวบ่งชี้มาก่อน ไม่มีอาการในลักษณะเป็นภาวะฉุกเฉิน หรือบ่งขี้ถึงความเสี่ยงในชีวิต และกระบวนการต่างๆที่ได้ตรวจสอบ เป็นไปตามมาตรฐานทางการแพทย์ทั้งหมด เพราะพอบุ้งฟลุ๊บ ก็นำส่งห้องไอซียูทันที มีการซีพีอาร์ และให้กลูโคส ฉีดยากระตุ้นหัวใจ ทำซีพีอาร์ตลอด
นักข่าวถามด้วยว่า ในระหว่างนั้น มีการประเมินหรือไม่ว่า ผู้ป่วยมี Electrolyte Imbalance หรือภาวะไม่สมดุลของเกลือแร่ในร่างกาย นั้น อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ระบุว่า ก็มีการประเมินตลอดระหว่างทำซีพีอาร์ โดยวัดชีพจร แต่จับด้วยมือแล้วแผ่วลง การจับด้วยมือไม่สามารถดำเนินการได้ ใช้ทั้งซีพีอาร์ และ PEA ด้วยพยายามที่จะช่วยชีวิตทุกทาง
ส่วนจะมีการให้วิตามินอื่นๆ หรือภายในห้องไอซียู จะมีวิตามินชนิดอื่นๆ เช่น โพแทสเซียม แม็กนีเซียม หรือไม่นั้น ขอไปทำการตรวจสอบในรายละเอียดก่อน เพราะเป็นรายละะอียดทางการแพทย์ทั้งนี้ ในห้องไอซียู เป็นห้องกู้ชีพ ที่จะมีเครื่องมือพร้อมในการช่วยชีวิตอยู่แล้ว
กรณีการให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ ผู้อำนวยการโรพยาบาลราชทัณฑ์ ให้ข้อมูลไม่ตรงนั้น อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ระบุว่า ในวันแถลงข่าว ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชทัณฑ์ พยายามตอบคำถามสื่อมวลชนให้มากที่สุด แต่ไม่ใช่แพทย์เจ้าของไข้ แต่เป็นผู้บริหาร จึงไม่ได้ไปเจาะลึกผู้ป่วยแต่ละคน และไม่ใช่แพทย์เวร และผู้ป่วยในวันนั้น เป็นผู้ป่วยที่พักฟื้น และไม่ได้มีตัวชี้วัดเรื่องความเสี่ยง คนดูแลจึงเป็นเจ้าหน้าที่ทำเป็นหูเป็นตาให้กับแพทย์
เมื่อถามว่า กรณีที่ทางทนายความออกมาเปิดเผยว่า แพทย์โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ แจ้งว่า บุ้ง ไม่มีสัญญานชีพตั้งแต่ก่อนมาถึงโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ แล้วนั้น อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ยอมรับว่า ขณะนั้นไม่สามารถจับสัญญาณชีพด้วยมือได้แล้ว ส่วนจะสิ้นลมหรือยังนั้น น่าจะอยู่ในช่วงกู้ชีพอยู่
อย่างไรก็ตาม ซึ่งในช่วงก่อนส่ง โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ เป็นช่วงที่ช่วยกันยื้อชีวิตให้มากที่สุด และมองว่า ไม่ได้ล่าช้าเกินไปที่นำส่ง เพราะโรงพยาบาลราขทัณฑ์ พยายามอย่างเต็มที่ ซึ่งการช่วยกู้ชีพ จะต้องทำหลายอย่าง ทั้งช็อตไฟฟ้า และตรวจการเต้นหัวใจ และฉีดยาต่าง ๆ ซึ่งโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ทำทุกอย่างตามขั้นตอน ตามมาตรฐานไม่ได้ต่างจากโรงพยาบาลรัฐทั่วไป
อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ยังให้สัมภาษณ์เพิ่มเติม หลังนักข่าวถามย้ำถึงความชัดเจนว่า หลังบุ้งวูบหมดสติ มีการปั๊มหัวใจที่จุดใด โดยยืนยันว่า เจ้าหน้าที่ 4 คน รีบพาบุ้งมาที่ไอซียู และปั๊มหัวใจช่วยชีวิตที่ห้องไอซียู เพราะมีเครื่องมือพร้อม โดยเตียงผู้ป่วยที่บุ้งพัก อยู่บริเวณชั้น 2 และห้องไอซียู อยู่บริเวณชั้น 1 ซึ่งเป็นระยะทางที่สั้นมาก ในการพาจากเตียงมาไอซียู
นักข่าวยังถามถึงกรณีบอกว่าไม่มีตัวบ่งชี้ว่าจะเกิดความเสี่ยงแล้วขณะที่มีการรักษาอยู่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ แล้วส่งกลับมาที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ แพทย์มีการรายงานความเสี่ยงของผู้ป่วยมาหรือไม่ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ระบุว่า "โดยหลักวิชาแพทย์ จะประเมิน เช่น การเต้นของหัวใจ อ็อกซิเจนในเลือด ความดัน น้ำตาล ซึ่งบุ้งกับตะวันอยู่ในภาวะพักฟื้น ไม่ใช่เป็นผู้ป่วยแบบฉุกเฉิน เป็นการรักษาตามอาการ
ขณะเดียวกัน มีการให้รับประทานอาหาร ตามที่บุ้งกับตะวันจะเลือก แต่สิ่งสำคัญแพทย์ไม่สามารถที่จะไปบังคับ ไม่ว่าจะด้วยการกิน หรือให้อาหารทางเลือด ซึ่งแพทยสมาคมโลก ได้กำหนดไว้อยู่ หากผู้ป่วยไม่ยินยอม ก็ไม่สามารถกระทำได้เลย
"ทางกรมราชทัณฑ์จึงมีมาตรฐานขึ้นมาในการดูแลผู้ต้องขังที่อดอาหาร เริ่มจากการโน้มน้าว และแนะนำถึงผลเสียของการอดอาหาร แต่หากผู้ต้องขังยังยืนยันจะอดอาหาร ราชทัณฑ์ก็จะมีหน้าที่ในการดูแล หากเกิดเหตุฉุกเฉิน ก็จะเข้าไปช่วยโดยทันที และที่ผ่านมา ก็มีการตรวจวัดร่างกายทุกวัน ก็ไม่มีอะไรที่เป็นตัวบ่งชี้ว่าอยู่ในภาวะฉุกเฉิน โดยชีพจรที่วัดอัตราการเต้นของหัวใจ วัดได้ก่อนหมดสติค่าอยู่ที่ระดับ 90 กว่าๆ ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับปกติ ไม่มีมีอะไรที่บ่งบอกสำหรับคนที่อยู่ในการพักฟื้นว่าคนี้จะต้องเตรียมกู้ชีพอย่างกระทันหัน" อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ระบุ
ส่วนการกินอาหารของผู้ป่วยนั้น ยืนยันว่าจะมีนักโภชนาการจัดให้ จะเริ่มจากอาหารอ่อน วิตามินเสริม นม ขึ้นอยู่กับสภาพอาการก่อนจะมารับประทาน และทางโรงพยาบาลจัดให้ทุกมื้อ ซึ่งที่ตนเองได้รับรายงานมา บุ้งจะเลือกกินน้ำหวาน และอะไรที่เป็นน้ำเบา ๆ ก่อน และก่อนช่วงที่จะเสียชีวิต ก็เริ่มกินข้าวต้ม และกินอะไรที่มากขึ้น ทั้งนี้ ช่วงที่วูบหมดสติประมาณ 6 โมงกว่าๆ ยังไม่ถึงช่วงเวลารับประทานอาหาร
ส่วนที่การผ่าชันสูตร ไม่พบอาหารในกระเพาะบุ้งนั้น ตนเองยังไม่ทราบผลการชันสูตร และจากการประสานไปยังโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ เพื่อขอผลนั้น ก็ยังต้องรอผลการตรวจที่ทำงานร่วมกับโรงพยาบาลอื่นก่อนในการตรวจชันสูตร และขณะนี้ผลยังไม่ออกมา
ส่วนกรณีของ ‘แฟรงค์’ ณัฐนนท์ ไชยมหาบุตร ที่มีการอดอาหารอีกคนนั้นจำเป็นจะต้องส่งไปยังโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ด้วยหรือไม่ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ระบุว่า ยังไม่ต้องส่งไปเพราะขณะนี้เริ่มกินอาหารแล้ว และแฟรงค์ ยังไม่มีอาการอะไร ส่วนเหตุผลที่นำ ตะวัน ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ ส่งไปโรงพยาบาลธรรมศาสตร์นั้น เพราะด้านสภาพจิตใจเนื่องจาก ตะวันและบุ้งเขาอยู่ด้วยกัน จึงอยากให้มีการดูแลด้านสุขภาพจิต อยากให้เขาได้ฟื้นความรู้สึกที่ดี
ส่วนกล้องวงจรปิดและแผนการรักษา5วันย้อนหลังก่อนเสียชีวิตที่ทางทนายความและครอบครัวได้ขอไปนั้น ยืนยันว่า ได้นัดหมายให้ครอบครัวไปรับในวันนี้ โดยพ่อและแม่จะมีอำนาจการขอเอกสารทั้งหมด ส่วนวีดีโอจะต้องไปดูก่อนเพราะมีบุคคลที่สามเข้ามาเกี่ยวข้อง และยินดีที่จะให้เอกสารทุกอย่าง เพราะหากขึ้นศาลและมีการไต่สวนการตาย ศาลสามารถเรียกดูพยานหลักฐานได้ทั้งหมดอยู่แล้ว