เนชั่นทีวี

การเมือง

ถกงบประมาณ 67 วันสุดท้าย สรุป สส.เห็นชอบตามกมธ.เสียงข้างมากเสนอ

22 มี.ค. 2567 | chairat_pat

ถกงบประมาณ 67 วันสุดท้าย สรุป สส.เห็นชอบตามกมธ.เสียงข้างมากเสนอ

ถกงบประมาณ 67 วันสุดท้าย สรุปที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบ 298 เสียงต่อ 166 เสียง ตาม กมธ.เสียงข้างมาก เสนอปรับแก้ไข 3,480,000 ล้านบาท นายกฯรับปากใช้เงินคุ้มค่าโปร่งใส เตรียมชงวุฒิสภา 26 มี.ค. พิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป

22 มีนาคม 2567 ถือเป็นวันสุดท้ายของการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณางร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ในวาระ 2 และ วาระ 3 ซึ่งจะลงมติกันในช่วงค่ำของวันนี้ 

สำหรับบรรยากาศการอภิปรายช่วงเช้า ได้มีการพิจารณา มาตรา 27 ส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวง และหน่วยงานภายใต้การควบคุมดูแลของนายกรัฐมนตรี จำนวน 35,434,895,500 บาท

"ก้าวไกล" ฉะ สตช.ฟุ่มเฟือยจัดงบซื้ออาวุธ 

โดย "น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์" สส.สมุทรปราการ พรรคก้าวไกล ในฐานะกมธ.เสียงข้างน้อย ที่สงวนความเห็นขอตัดงบประมาณของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ลง 3% จำนวน 1,781 ล้านบาท เพื่อจัดซื้ออาวุธหนัก ที่มองไม่เห็นถึงความจำเป็นและฟุ่มเฟือย ซึ่งประกอบไปด้วย

  • ปืนซุ่มยิง ระยะไกล หรือสไนเปอร์ 10 ชุด 15.5 ล้านบาท 
  • ปืนกล พร้อมอุปกรณ์ 20 ชุด 72 ล้านบาท 
  • ปืนกลมือขนาด 9 มม. 4,000 กระบอก พร้อมอุปกรณ์ 104 ล้านบาท 
  • ปืนเล็กสั้น ขนาด 5.56 มม. จาก 3 โครงการ 2,000 กระบอก 274 ล้านบาท 
  • รถปฏิบัติการรักษาความปลอดภัยในการชุมนุม (จีโน่) 5 คัน 87 ล้านบาท
  • ค่าซ่อมแซมรถฉีดน้ำแรงดันสูงควบคุมฝูงชน (จีโน่) ที่ชำรุด 5 คัน 47 ล้านบาท รวม 599.5 ล้านบาท

"ถามว่า ตำรวจมีอาวุธได้หรือไม่ ตอบว่า มีได้ แต่ข้อเท็จจริงต้องดูว่า ตำรวจใช้อาวุธเหล่านี้กับใคร ด้วยจุดประสงค์อะไร และถือครองไว้จำนวนเท่าไร เราต้องไม่ปล่อยให้ตำรวจ ตกเป็นเครื่องมือของรัฐ ผลักสังคมไปอยู่ในความรุนแรงที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ จากการสะสมอาวุธสงครามมากมาย" น.ส.พนิดา ระบุ 

ให้ค่าน้ำมันสายตรวจน้อยกว่าจิตอาสา

ขณะที่ "น.ส.ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์" กมธ. สัดส่วนพรรคก้าวไกล เสนอให้ปรับลดงบประมาณ 10% ในส่วนของ สตช. โดยมองว่ามีการตั้งใช้งบประมาณกับบางอย่างเกินจริง ให้ความสำคัญผิดสัดส่วน ยกตัวอย่าง ค่าน้ำมันของสายตรวจที่ได้เดือนละ 7,000 บาท หากเป็นจักรยานยนต์ได้เดือนละ 3,500 บาท ทั้งที่ต้องใช้ขับลาดตระเวนทั้งวัน ทำให้ตำรวจต้องลดการลาดตระเวน หรือใช้วิธีการตรวจ เมื่อแจ้งเหตุแทน และยังต้องออกค่าน้ำมันส่วนเกินเอง

ส่วนโครงการอื่นๆ เช่น โครงการอำนวยความสะดวก และความปลอดภัยในการบำเพ็ญสาธารณะประโยชน์ หรือ จิตอาสา 904 ที่มีงบประมาณ 157 ล้านบาท กลับได้ค่าน้ำมันอย่างไม่ขัดสน แค่รับส่งเจ้าหน้าที่ ก็ได้ค่าน้ำมันเที่ยวละ 1,000 บาท ไปกลับตกวันละ 2,000 บาท

นอกจากนี้ ยังมีค่าน้ำมันในกิจกรรมสร้างจิตสำนึกปีละ 3.32 ล้านบาท เฉลี่ยเดือนละ 2.7 แสนบาท หากเทียบกับตำรวจสายตรวจ ที่ต้องวิ่งตรวจความปลอดภัยทั้งวัน และยังได้ค่าน้ำมันมากกว่าตำรวจเกือบ 20%

ใช้ค่าเช่ารถประจำการแพงลิ่ว

นอกจากนี้ งบค่าเช่ารถ โดย สตช. เป็นหน่วยงานหนึ่งที่มีรถจำนวนมากทำให้ค่าเช่าย่อมสูงตามไปด้วย โดยปีนี้ 3,000 กว่าล้านบาท ซึ่งค่าเช่ารถแต่ละปีมีราคาสูงกว่าความเป็นจริงมาก ตัวอย่าง รถที่เช่าอยู่ 2 รุ่น คือ โตโยต้าแคมรี่ จากโครงการบริการประชาชน ที่เช่าอยู่ 215 คัน ค่าเช่าเดือนละ 37,630 บาทต่อคัน

ทั้งนี้ แต่ความเป็นจริงให้เช่าในราคา 30,700 บาท เท่ากับตำรวจเช่าแพงถึง 20% ส่วนรถเบนซ์ เอส 350 จากโครงการถวายความปลอดภัย เช่าอยู่ 8 คัน ค่าเช่าเดือนละ 165,500 บาทต่อคัน แต่ความเป็นจริงเช่าในราคา 137,116 บาท เท่ากับตำรวจเช่าแพงกว่า

ขอตัดงบอาสาสมัครตำรวจ

ด้าน "นายกรุณพล เทียนสุวรรณ" สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ที่เสนอให้ลดหรือตัดออก ในส่วนของค่าตอบแทนอาสาสมัครตำรวจบ้าน 26.24 ล้านบาท แม้ภารกิจตำรวจมีมาก จำเป็นต้องมีอาสาสมัครมาช่วยเหลือ แต่อาสาสมัครเหล่านี้มี 10 คนต่อสถานีตำรวจ ทว่า ค่าตอบแทนที่ให้กับอาสาสมัคร เบิกงบต่อคนต่อปี แค่ 1,800 บาท

 

"ถ้าเป็นสินน้ำใจการทำงานทั้งปีแล้วได้เพียงนี้ สิ่งแรกที่ตำรวจต้องทำคือต้องแจ้งข้อหาตัวเองก่อนเลย ที่ให้ค่าแรงน้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำ หรือถ้าไม่จัดการเรื่องนี้ ก็ควรหางบมาทำเป็นหลักแหล่งชัดเจน หวังว่า สตช.จะตัดลดงบ เพื่อให้กำลังพลได้มีบ้านพักอาศัยที่ดี มีสวัสดิการ และน้ำมันเพียงพอ เมื่อการจัดสรรงบไม่เป็นผลแบบนี้ จึงขอปรับลดทั้งหมด 5%" นายกรุณพล กล่าว 


ยันเป็นงบพับปี 64 จัดซื้อปืนไม่ได้ตั้งใหม่

"นายธเนศ เครือรัตน์" กมธ.สัดส่วนพรรคเพื่อไทย ชี้แจงถึงโครงการจัดซื้อปืนซุ่มยิงระยะไกล ปืนกล ปืนเล็ก ทั้งหมด 6,030 กระบอก สตช.ได้ใช้งบพับตั้งแต่ปี 64 มาจัดซื้อในปี 67 เนื่องจากขณะนั้นเป็นช่วงโควิด จัดซื้อไม่ทัน จึงมาจัดซื้อในปีนี้ ซึ่งทางอนุ กมธ.ก็ไม่ได้ตัดลดในส่วนนี้ เนื่องจากสตช. ชี้แจงว่าได้ส่งมอบและเซ็นสัญญาเรียบร้อยแล้ว สำหรับค่าน้ำมันนั้น ทาง กมธ.ทำเป็นข้อสังเกตให้ สตช. จัดสมดุล ระหว่างรถประจำตำแหน่ง และรถสายตรวจแล้ว

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่ประชุมลงมติเห็นชอบตาม กมธ.เสียงข้างมาก แก้ไข ด้วยคะแนน 259 ต่อ 129 เสียง งดออกเสียงไม่มี และไม่ออกเสียง 2 เสียง

ตัดค่ารถประจำตำแหน่งตุลาการ

สำหรับไฮไลท์ช่วงบ่ายเป็นการพิจารณา มาตรา 31 งบประมาณรายจ่ายของหน่วยงานของศาล จำนวน 7,961,884,300 บาท 

โดย "น.ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ" สส.กรุงเทพ พรรคก้าวไกล ไม่เห็นด้วยกับงบประมาณ จำนวน 41 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นค่ารถประจำตำแหน่งตุลาการเพราะมองว่าได้ค่าตอบแทนที่สูงอยู่แล้ว สามารถออกเองได้ ประกอบกับเศรษฐกิจประเทศถดถอย ดังนั้น ในฐานะได้รับภาษีของประชาชน ควรลำบากไปพร้อมประชาชน ไม่ใช่รีดเงินไปใช้กับวัตถุทำให้ตนเองสุขสบาย

ขณะเดียวกัน บทบาทการทำหน้าที่ของผู้พิพากษา ปฏิบัติงานอยู่ในอาคารสำนักงาน ไม่ได้ออกไปนอกเส้นทางบ่อยครั้ง แม้จะออกนอกเส้นทางก็สามารถใช้ระบบขนส่งสาธารณะเหมือนประชาชนได้เช่นเดียวกัน รวมถึงงบก่อสร้างอาคารศาลพร้อมบ้านพัก 1,324 ล้านบาท ดังนั้น จึงขอถามว่าเหมาะสมหรือไม่

เพื่อไทยป้องอย่าโจมตีจุดเล็กน้อย

ด้าน "นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์" กมธ. สัดส่วนพรรคเพื่อไทย ชี้แจงว่า บางทีการไปโจมตีการครองตนของข้าราชการตุลาการต้องระวัง เพราะไม่เหมือนคนอื่น ใช้ชีวิตอิสระแบบคนอื่นไม่ได้ บ้านพักต้องอยู่แบบหลบๆ ซ่อนๆ บางคนไม่เข้าใจวิธีการเป็นไปของโลก ก็จะโจมตีผิดๆ ถูกๆ ข้าราชการตุลาการ ผู้พิพากษา ต้องผดุงความยุติธรรมสูงสุด

"เราเองคงหาความยุติธรรมเหนือกว่านี้ไม่ได้ ในระบบทั่วโลกก็เป็นเช่นกัน ถ้าหากไม่ให้เขาสันโดษ ให้มีเพื่อนจำนวนมาก จะทำให้ไม่มีความอิสระ เพราะต้องเกรงใจไปทั่ว จึงต้องพิจารณาสิทธิที่เขาพึงมี มีอะไรบ้าง เช่นเดียวกับ สส. ถ้าไม่มีผู้ช่วย 7-8 คน ถามว่าจะดูแลประชาชนอย่างไร ถ้าจะแก้ต้องแก้หลักใหญ่ อย่าโจมตีจุดเล็ก จะได้เป็นธรรมกับทุกฝ่าย ยืนยันขอให้ตั้งงบตามที่คณะ กมธ. แก้ไข" นายสรวุฒิ ระบุ

อย่างไรก็ตาม ทำให้ น.ส.ธิษะณา ลุกขึ้นชี้แจงโดยเห็นด้วยอาชีพผู้พิพากษาต้องมีเกียรติศักดิ์ศรี แต่ สส.ก็มีความอันตราย มีศัตรูทางการเมืองไม่แพ้กัน แต่ไม่มีบ้านพักอาศัยที่ภาษีประชาชน และยืนยันงบประมาณสร้างบ้านพักศาลควรตัดออก เพราะไม่จำเป็น

ก่อนที่ประชุมลงมติให้ความเห็นชอบ มาตรา 31 ตามที่ กมธ.เสียงข้างมาก เสนอไว้

"เศรษฐา" ขอบคุณสมาชิกหนุนผ่านงบ 67 

จากนั้น "นายเศรษฐา ทวีสิน" นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ได้ขอบคุณสส. ที่ร่วมพิจารณาและให้ความเห็นร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2567 ตลอด 3 วันที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นเครื่องมือสำคัญเพื่อขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ และแผนการพัฒนาต่าง ๆ ยืนยันว่ารัฐบาลจะใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าตามวัตถุประสงค์ ให้มีความโปร่งใส และบรรลุผลสัมฤทธิ์ เพื่อยกระดับการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตประชาชน ควบคู่กับการรักษาสภาพแวดล้อม ให้ประเทศก้าวไปข้างหน้า และประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดี

 

"ยืนยันว่า ข้อคิดเห็น คำแนะนำ และข้อสังเกต รัฐบาลจะขอรับไว้ด้วยความขอบคุณ และจะนำไปปรับปรุงการดำเนินงานของหน่วยรับงบประมาณ เพื่อให้การใช้งบประมาณเกิดความคุ้มค่าต่อประชาชนมากที่สุด เพื่อให้การจัดสรรทรัพยากร มีความคุ้มค่า เกิดประโยชน์สูงสุด" นายเศรษฐา ระบุ 

 

สำหรับภาพรวมการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2567 วาระที่ 2 ภายหลัง กมธ. พิจารณาแล้วเสร็จนั้น แม้จะมี กมธ.เสียงข้างน้อย และ สส.บางส่วน สงวนคำแปรญัตติ เสนอให้ตัดลดงบประมาณของแต่ละกระทรวง และหน่วยงานเพิ่มเติม

แต่ท้ายที่สุดที่ประชุมมีมติเสียงข้างมาก 298 เสียงต่อ 166 เสียง งดออกเสียง 1 เสียง ไม่ลงคะแนนเสียง 1 เสียง เห็นชอบร่างพ.ร.บ.งบประมาณ 2567 วงเงิน 3,480,000 ล้านบาท ตามการปรับแก้ของ กมธ.เสียงข้างมาก
ทั้งหมด

ทั้งนี้ เว้นเพียงงบกลาง ที่กมธ.ปรับเพิ่ม จากการตัดลดจากหน่วยงานอื่น ๆ มารวมไว้ ตามข้อจำกัดในรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 จึงทำให้งบกลาง เพิ่มขึ้นจาก 606,765 ล้านบาท เป็น 614,943 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่า 8,100 ล้านบาท

เสนอ สว. พิจารณาให้ความเห็นชอบ 26 มี.ค.นี้ 

อย่างไรก็ดี ขั้นตอนต่อจากนี้ ภายหลังที่ประชุมลงมติเห็นชอบร่างงบประมาณ 2567 ในวาระที่ 3 เสร็จสิ้นแล้ว ก็จะส่งต่อให้วุฒิสภาให้ความเห็นชอบ ในวันที่ 26 มี.ค.นี้ ก่อนที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี จะนำร่างงบประมาณ 2567 ขึ้นทูลเกล้าฯ ในวันที่ 3 เม.ย.นี้ เพื่อประกาศใช้ตามขั้นตอนต่อไป

 

ข่าวล่าสุด