14 มีนาคม 2567 เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่รัฐบาลกำลังเดินหน้าผลักดัน โดยเฉพาะกับการนิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำความผิด ซึ่งมีมูลเหตุมาจากการเมือง โดยวันนี้ (14มี.ค.) คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการตรา พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ได้เชิญบุคคลที่เคยมีส่วนร่วมกับการชุมนุมเข้าชี้แจง
โดย "นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ" อดีตแกนนำ นปช. หนึ่งรายชื่อที่ถูกเชิญเข้าชี้แจงต่อ กมธ. กล่าวว่า กมธ.มีการกำหนดกรอบหามูลเหตุจูงใจทางการเมือง ในหลักคิดและจุดยืนของตนต่อประเด็นนิรโทษกรรมเห็นว่า ความเคลื่อนไหวอันเกิดขึ้นจากกลุ่มมวลชนต่างๆ ตั้งแต่ก่อนรัฐประหาร 2549 ถึงปัจจุบัน ตนเชื่อว่าทั้งคนเสื้อแดงและกลุ่มอื่น ๆ แม้ว่าจะเห็นต่าง ล้วนมีแรงจูงใจทางการเมือง ตามหลักการและข้อเท็จจริงที่ตนเองสัมผัสและยอมรับ
นายณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า ฉะนั้น หาก กมธ.หรือสภา ประสงค์ทำให้ความขัดแย้งคลี่คลายลง และหาข้อยุติร่วมกัน ตนจึงเห็นว่าการนิรโทษกรรมจึงต้องรวมไปถึงทุกกลุ่ม ทุกฝ่าย ทุกคดีความ และทุกข้อกล่าวหา แต่ให้ยกเว้นข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชัน และความผิดอันถึงแก่ชีวิต
"ฉะนั้นก็พูดกันให้ชัดไปเลยว่า ประเด็นที่ยังมีความเห็นต่างใน กมธ. คือข้อกล่าวหาอันเกี่ยวกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ผมเห็นว่าเงื่อนไขทางการเมืองในปัจจุบันของประเทศ เป็นเงื่อนไขที่ไม่ควรเกิดขึ้นอย่างน้อยที่สุดในห้วง 20 ปี ที่เราสู้กันมา ดังนั้น ถ้าหากเราจะคลี่คลายความขัดแย้งกันในวาระนี้ ก็ควรขยายพื้นที่ของการนิรโทษกรรมให้ครอบคลุมถึงความผิดรวมถึงข้อกล่าวหาในมาตราดังกล่าวด้วย" นายณัฐวุฒิ กล่าว