ทั้งนี้ แต่ในขณะเดียวกันที่ประชุม ครม. ก็เห็นความสำคัญทางด้านสุขภาพ เรื่องความปลอดภัยจากการดื่มแอลกอฮอล์ ดังนั้น ครม. จึงเห็นชอบว่า ร่าง พ.ร.บ.ต้องยกร่างใหม่ แต่เนื้อหาสาระขอให้คณะกรรมการกฤษฎีกา นำกลับไปทบทวนสาระให้เกิดสมดุลระหว่างมิติด้านสุขภาพ และมิติกระตุ้นทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว โดยนายกฯ ให้เลขาธิการนายกฯ พร้อมคณะทำงานไปรีวิวว่า สิ่งที่การท่องเที่ยว การกระตุ้นเศรษฐกิจ ต้องการการค้า การกระตุ้นเศรษฐกิจ ต้องการการผ่อนปรนด้านใดบ้าง และเสนอให้ ครม. พิจารณาภายใน 1 สัปดาห์ หาก ครม.เห็นชอบก็ส่งให้กฤษฎีกา เพื่อนำไปประมวล ทำให้เนื้อหาร่างออกมามีความสมดุลทั้งสุขภาพ และศรษฐกิจ
"สรุปร่าง พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เสนอมารอบนี้ ครม. เห็นชอบในหลักการ แต่เนื้อหาจะรอให้กฤษฎีกาได้รับข้อเสนอในมิติด้านเศรษฐกิจ ให้เรียบร้อยแล้วนำไปเขียนทบทวนใหม่ แล้วค่อยเสนอกลับเข้ามาใหม่อีกครั้ง" นายชัย กล่าว
นายชัย กล่าวต่อว่า หลักๆ ที่เป็นคีย์แมสเซจที่ ครม.ตัดสินใจ คือ
1. ต้องทำให้กฎหมายฉฐับนี้มีคววามชัดเจนทุกมิติ เพื่อการบังคับใช้มีความชัดเจน ไม่ถูกเลือกปฏิบัติ ไม่มีถูกนำไปใช้ในทางที่ไม่ถูกต้อง
2.ต้องการให้กฎหมายมีความสมดุลทั้งด้านสุขภาพ กับเศษฐกิจ
3.การผ่อนปรน ถ้าจะเกิดขึ้น ต้องเป็นการผ่อนปรนที่แม่นยำ เฉพาะเจาะจงตามวัตถุประสงค์การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยว
ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังได้พิจารณาร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับแอกอฮอล์ อีก 3 ฉบับ โดยที่สำนักงานกฤษฎีกาได้นำเสนอความเห็นหลังนำทั้ง 3 ร่างไปพิจารณา โดยฉบับของ นายเจริญ เจริญชัย กับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 19,042 คน และ "นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร" สส.กรุงเทพ พรรคก้าวไกล กับคณะ มีมาตรการควบคุมในระดับผ่อนปรนมาก และมีหน่วยงานที่ไม่เห็นด้วยในหลักการ คือ สธ. กทม. และสำนักงานกองทุน สนับสนุนการเสริมสร้างสุขภาพ (สสส.)
ขณะที่ฉบับของ นายธีรภัทร์ คหะวงศ์ กับประชาชน มีหลักการที่เข้มงวดเกินไป
สำนักงานกฤษฎีกาจึงได้ตั้งข้อสังเกตของกฤษฎีกาว่า ไม่ควรรับหลักการ ดังนั้น ที่ประชุม ครม. มีมติรับทราบข้อสังเกตของสำนักงานกฤษฎีกา และยังไม่เห็นชอบร่างกฎหมายทั้ง 3 ฉบับ แต่จะนำข้อสังเกตบางส่วนไปประกอบกับร่างกฎหมาย ฉบับกระทรวงสาธารณสุข พร้อมส่งคืนสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 9 มี.ค. ตามกำหนด