เนชั่นทีวี

การเมือง

ครม.รับหลักการตามที่ "ก.สาธารณสุข" เสนอแก้กฎหมายคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

03 มี.ค. 2567 | chairat_pat

ครม.รับหลักการตามที่ "ก.สาธารณสุข" เสนอแก้กฎหมายคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ครม. รับหลักการแก้กฎหมายคุมน้ำเมาตามที่ "ก.สาธารณสุข" เสนอ พร้อมมอบสำนักเลขานายกฯ ไปศึกษา 1 สัปดาห์ถึงความต้องการผ่อนปรน และไม่ให้กระทบต่อสุขภาพ-กระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันไม่รับหลักการอีก 3 ร่าง

3 มีนาคม 2567 จากประเด็นความเห็นต่างในเรื่องของการติดฉลากบนขวดสุราที่มีการเสนอให้ใช้ภาพน่ากลัวเช่นเดียวกับซองบุหรี่ เพื่อหวังลดการบริโภคจากนักดื่มหน้าใหม่ รวมถึงป้องกันไม่ให้เยาวชนเข้าถึงได้โดยง่าย ยังเป็นอีกเรื่องหนึ่งให้ต้องติดตามกับบทสรุป

โดย "นายชัย วัชรงค์" โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่เสนอโดยกระทรวงสารณสุข เนื่องจากฉบับที่ใช้อยู่ปัจุบัน คือ ฉบับ พ.ศ. 2551 จนถึงตอนนี้ผ่านมา 16 ปี แล้ว ซึ่งตามหลักการกฎหมายทุกฉบับเมื่อบังคับใช้ผ่านไป 5 ปี แล้ว ต้องมาทบทวนว่าเมื่อเทียบกับสถานการณ์แล้วยังใช้ได้ดีอยู่หรือไม่

นายชัย กล่าวต่อว่า โดยเรื่องนี้กระทรวงสาธารณสุข เห็นว่ายังมีบางประเด็น บางแง่มุม ที่ไม่มีความชัดเจน บทบัญญัติไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน จึงเสนอร่างฯ ใหม่เข้ามา โดยกำหนดนิยามคำว่า "เครื่องดื่มแอลกอฮล์" นิยามคำว่า "ผู้มีปัญหาจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์"  

นอกจากนี้ รวมถึงนิยาม "สื่อสารการตลาด" เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในอดีต กฎหมายไม่ได้ระบุว่า ปริมาณแอลกอฮอล์เท่าไหร่ ไม่เกินเท่าไหร่ ทำให้อยู่ที่การตีความ ดังนั้น ในร่าง พ.ร.บ.ฉบับใหม่ จะระบุชัดว่า หากแอลกอฮอล์ไม่เกิน 0.5% ไม่ถือว่า เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 

นอกจากนี้ ยังบัญญัติให้เพิ่มองค์ประกอบคณะกรรมการชุดต่างๆ เช่น เพิ่มผู้แทนจากกระทรวงกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กระทรวงกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และให้อำนาจหน้าที่รัฐมนตรีที่รักษาการตาม พ.ร.บ. ในการกำหนด ไม่ให้มีการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสถานที่ขาย หรือสถานบริการ รวมทั้งเพิ่มโทษหากละเมิดดื่มในจุดที่ห้ามขายปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท

ทั้งนี้ ตามหลักการนี้ ครม. เห็นด้วยในหลักการว่า พ.ร.บ.ที่ใช้อยู่ในปัจุบัน จำเป็นต้องมีการปรับปรุงให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน แต่ที่ประชุมมีความเห็นว่า สิ่งที่เป็นนโยบายของรัฐบาลนี้ โดยนายกฯ ได้สั่งการไปก่อนหน้านี้ว่า ต้องการส่งเสริมการท่องเที่ยว ถือเป็นเครื่องจักรสำคัญทางเศรษฐกิจ ซึ่งนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อเศรษฐกิจนั้น มีทิศทางของการที่จำเป็นต้องคำนึงถึงมิติทางด้านศรษฐกิจ ต้องมีการผ่อนปรนมากขึ้น 

ทั้งนี้ แต่ในขณะเดียวกันที่ประชุม ครม. ก็เห็นความสำคัญทางด้านสุขภาพ เรื่องความปลอดภัยจากการดื่มแอลกอฮอล์ ดังนั้น ครม. จึงเห็นชอบว่า ร่าง พ.ร.บ.ต้องยกร่างใหม่ แต่เนื้อหาสาระขอให้คณะกรรมการกฤษฎีกา นำกลับไปทบทวนสาระให้เกิดสมดุลระหว่างมิติด้านสุขภาพ และมิติกระตุ้นทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว โดยนายกฯ ให้เลขาธิการนายกฯ พร้อมคณะทำงานไปรีวิวว่า สิ่งที่การท่องเที่ยว การกระตุ้นเศรษฐกิจ ต้องการการค้า การกระตุ้นเศรษฐกิจ ต้องการการผ่อนปรนด้านใดบ้าง และเสนอให้ ครม. พิจารณาภายใน 1 สัปดาห์ หาก ครม.เห็นชอบก็ส่งให้กฤษฎีกา เพื่อนำไปประมวล ทำให้เนื้อหาร่างออกมามีความสมดุลทั้งสุขภาพ และศรษฐกิจ

 

"สรุปร่าง พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เสนอมารอบนี้ ครม. เห็นชอบในหลักการ แต่เนื้อหาจะรอให้กฤษฎีกาได้รับข้อเสนอในมิติด้านเศรษฐกิจ ให้เรียบร้อยแล้วนำไปเขียนทบทวนใหม่ แล้วค่อยเสนอกลับเข้ามาใหม่อีกครั้ง" นายชัย กล่าว 

 

นายชัย กล่าวต่อว่า หลักๆ ที่เป็นคีย์แมสเซจที่ ครม.ตัดสินใจ คือ

1. ต้องทำให้กฎหมายฉฐับนี้มีคววามชัดเจนทุกมิติ เพื่อการบังคับใช้มีความชัดเจน ไม่ถูกเลือกปฏิบัติ ไม่มีถูกนำไปใช้ในทางที่ไม่ถูกต้อง
2.ต้องการให้กฎหมายมีความสมดุลทั้งด้านสุขภาพ กับเศษฐกิจ
3.การผ่อนปรน ถ้าจะเกิดขึ้น ต้องเป็นการผ่อนปรนที่แม่นยำ เฉพาะเจาะจงตามวัตถุประสงค์การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยว

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังได้พิจารณาร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับแอกอฮอล์ อีก 3 ฉบับ โดยที่สำนักงานกฤษฎีกาได้นำเสนอความเห็นหลังนำทั้ง 3 ร่างไปพิจารณา โดยฉบับของ นายเจริญ เจริญชัย กับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 19,042 คน และ "นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร" สส.กรุงเทพ พรรคก้าวไกล กับคณะ มีมาตรการควบคุมในระดับผ่อนปรนมาก และมีหน่วยงานที่ไม่เห็นด้วยในหลักการ คือ สธ. กทม. และสำนักงานกองทุน สนับสนุนการเสริมสร้างสุขภาพ (สสส.)

ขณะที่ฉบับของ นายธีรภัทร์ คหะวงศ์ กับประชาชน มีหลักการที่เข้มงวดเกินไป 

สำนักงานกฤษฎีกาจึงได้ตั้งข้อสังเกตของกฤษฎีกาว่า ไม่ควรรับหลักการ ดังนั้น ที่ประชุม ครม. มีมติรับทราบข้อสังเกตของสำนักงานกฤษฎีกา และยังไม่เห็นชอบร่างกฎหมายทั้ง 3 ฉบับ แต่จะนำข้อสังเกตบางส่วนไปประกอบกับร่างกฎหมาย ฉบับกระทรวงสาธารณสุข พร้อมส่งคืนสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 9 มี.ค. ตามกำหนด

 

 

 

ข่าวล่าสุด