3.อำนาจทางการเมืองไม่ได้กลับไปอยู่ที่ "บ้านจันทร์ส่องหล้า" แบบเบ็ดเสร็จ เพราะ
- การกลับบ้าน ทั้งกลับประเทศไทย และได้พักโทษของนายทักษิณ คนเชื่อกันเกือบทั้งประเทศว่ามาจาก "ดีลลับทางการเมือง"
- เมื่อมี "ดีล" ย่อมต้องมีการเจรจา และแลกเปลี่ยนผลประโยชน์
- การที่นายทักษิณได้รับอะไรมาหลายอย่าง ก็ต้องมีอะไรไปแลกฝ่ายผู้มีอำนาจ หรือกลุ่มอำนาจเก่า
- หากมองว่า 6 เดือนที่ผ่านมา ฝ่ายนายทักษิณได้ตำแหน่งนายกฯไปแล้ว คือ นายเศรษฐา และหลังจากนี้กลุ่มอำนาจเก่าขอตำแหน่งนายกฯบ้าง จะได้หรือไม่
- ที่สำคัญการที่นายเศรษฐา ได้เป็นนายกฯ ก็ชัดเจนว่า สว.สายอำนาจเก่ายกมือสนับสนุน จึงเป็น "ดีลการเมือง" ที่ต้องมีสิ่งตอบแทนชัดเจนแน่นอน
- จังหวะเวลา 4 เดือนนับจากนี้ คือตั้งแต่วันที่ 18 กุมภาพันธ์ ที่นายทักษิณได้พักโทษ จนถึงเดือน พ.ค. ที่ สว.จะหมดวาระ ต้องจับตาการเมืองอย่างใกล้ชิด เพราะเชื่อว่าจะมีการต่อรองกันขนานใหญ่
จึงน่าสนใจว่าฝ่ายนายทักษิณและพรรคเพื่อไทยต้องจะต้องเสียอะไรบ้าง เพราะไม่ใช่คนคุมเกมตัวจริง แต่ "ฝ่ายอำนาจเก่า" ยังมีอำนาจต่อรองเหนือกว่า
4.การปรับ ครม.จะเกิดขึ้นแน่นอน แต่เพื่อไทยจะปรับได้เฉพาะรัฐมนตรีของพรรคตัวเอง เพราะยังไม่แข็งแรงพอที่จะไปกดดันหรือปรับ ครม.ของพรรคอื่นได้
- ต้องไม่ลืมว่า ภูมิใจไทย พลังประชารัฐ รวมไทยสร้างชาติ และชาติไทยพัฒนา แพ็กกันมาตั้งแต่รัฐบาลชุดที่แล้ว
- โฉมหน้า ครม.ใหม่ จะสะท้อนว่าอำนาจที่แท้จริงอยู่ที่ฝ่ายใด
5.การเปลี่ยนตัวนายกฯมีโอกาสเกิดขึ้นได้ และน่าจะไม่ใช่ "อุ๊งอิ๊งค์"
โฉมหน้านายกฯใหม่ จะสะท้อนเช่นกันว่า อำนาจที่แท้จริงอยู่ที่ฝ่ายใด และต้องจับตา ทำไม "ลุงบางคน" จึงคึกคักเป็นพิเศษ
เหตุใด ป.ป.ช.ออกรายงานเรื่องดิจิทัลวอลเล็ตมาช่วงนี้
พล.ท.ภราดร ย้ำด้วยว่า นายทักษิณและพรรคเพื่อไทยยังไม่ได้มีอำนาจเบ็ดเสร็จแท้จริง เห็นได้จาก
ได้เป็นนายกฯ ได้เป็นรัฐบาล แต่ไม่ได้ใช้งบประมาณ ทั้งๆ ที่ถ้ามีอำนาจจริง จัดงบ 3-4 เดือน ก็เสร็จแล้ว แต่กลับทำไม่ได้ โดนผูกขาด้วย ดิจิทัลวอลเล็ต
นายกฯเศรษฐา พ้นเก้าอี้ได้ทุกเมื่อ เพราะมีเรื่องร้องเรียนรอเชือดหลายเรื่อง อยู่ที่ว่าจะหยิบมาใช้เมื่อใด ทั้งเรื่องแสนสิริ และเรื่องฝากตำรวจ
นายทักษิณเองก็ถูกผูกขาด้วยคดี 112 ฉะนั้นยังมีสถานะเป็น “ตัวประกัน” อยู่
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หรือ “อดีตนายกฯปู” ก็กำลังจะถูกผูกขาอีกคดี ให้ขยับกลับบ้านยากขึ้น เพราะศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดอ่านคำพิพากษา “คดีฮั้วสื่อจัดโรดโชว์ สร้างอนาคตไทย 240 ล้านบาท” สมัยที่ตนเองเป็นรัฐบาล ในวันที่ 4 มีนาคมนี้
หากไม่รอด และโดนโทษจำคุก แม้ตัวไม่อยู่ไทย แต่ก็ทำให้กลับไทยยากขึ้นอีกมาก กลายเป็นอีกหนึ่งตัวประกันทางการเมืองที่จะสูญเสียอำนาจต่อรองอีกยาวเลยทีเดียว
พล.ท.ภราดร สรุปว่า การต่อรองทางการเมืองครั้งนี้ยังกินเวลาอีกยาว โดยห้วงเวลาอันตรายที่สุด และจะชี้เป็นชี้ตาย คือ 4 เดือน ก่อน สว.หมดวาระ หากผ่านไปได้ พรรคเพื่อไทยจึงจะมีอำนาจต่อรองสูงขึ้น แต่ก็ยังไม่ใช่เบ็ดเสร็จ เพราะคดีต่างๆ ในองค์กรอิสระ พร้อมแผลงฤทธิ์ทุกเมื่อ