ด้าน นายชาดา ได้ลุกขึ้นใช้สิทธิประท้วงนายรังสิมันต์ ว่า มีการนำรูปของตนเองมาอภิปราย ส่อให้เกิดเจตนารมณ์ที่ไม่ดี ซึ่งการอภิปรายของตนเองครั้งล่าสุด เกิดขึ้นในวันเลือกนายกรัฐมนตรี และมีประชาชนขอถ่ายรูปกับตนเป็นล้านคน และการที่ตนเอง จะร่วมกิจกรรมที่ดีงาม ไม่ถือว่าเป็นเรื่องผิด ซึ่งผู้ที่อภิปรายส่อจตนาไม่ดี ไม่ดีอย่างมาก สร้างความแตกแยก และกำลังจะนำตนไปสู่ในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง สร้างความเข้าใจผิดให้กับประชาชน
"วันนี้ผมไม่คิดจะอภิปราย แต่ผมเสียหาย เป็นการชี้จูงทางความคิดที่ท่านกำลังให้เด็กทำอยู่ ที่พวกท่านกำลังทำอยู่ มันคือความรู้สึกของคนอกตัญญู การกระทำอย่างนี้ มันคือการกระทำที่ไม่ถูกต้อง มันไม่ใช้ความรู้สึกของคนที่ดี มันเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และไม่ใช่การอธิบายเชิงสร้างสรรค์ ปากบอกต้องการความสงบให้ตั้งอยู่ตรงกลาง แต่พฤติกรรมไม่ใช่ ซึ่งวันนี้ตนฟังการอภิปรายตลอดเวลา และการกระทำเช่นนี้ เป็นการกระทำที่เสียหายมาก ซึ่งประธานในที่ประชุมอนุญาตได้อย่างไร ให้มีการเสนอแบบนี้ได้อย่างไร แล้วถ้าผมจะเสนอแบบนี้บ้างจะมีปัญหาหรือไม่ ผมไม่อยากพูดว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม และไม่อยากพูดซึ่งไม่เกี่ยวกับญัตติด้วย" นายชาดา กล่าว
อย่างไรก็ตาม ประธานต้องมาขอโทษตน ในฐานะที่ปฏิบัติหน้าที่บกพร่อง ไม่ถูกต้องและไม่เป็นกลาง แต่ตนเองจะฟ้องนำรูปของตนมาอภิปราย เพราะสิ่งที่ทำพยายามเรียกร้องให้ถูกกฎหมาย และให้ตั้งสติ ตัวฟังแล้วรู้สึกดี ซึ่งญัตตินี้เป็นเรื่องของการอารักขาขบวนเสด็จ ที่ทำร้ายจิตใจประชาชน แต่กำลังเอาเรื่องนอกประเด็นผลของการกระทำเด็กหรือใครก็ตาม กี่ครั้งแล้วที่ทำผิดกฎหมาย การแสดงออกด้วยหัวใจคนไทยไม่มีปัญหา แต่มันมีขบวนการในประเทศนี้จะล้มล้าง ที่จะบั่นทอน อย่าพูดว่าไม่มี ถ้าทำกับตนแบบนี้ พูดกับตนแบบนี้ เดี๋ยวจะพูดให้หมด
"อย่าพูดว่าไม่มีขบวนการล้มเจ้า ผมยืนยันว่ามี ซึ่งผมพร้อมจะถ่ายรูปกับคนทุกคนที่ปกป้องสถาบัน แต่เขาจะเอาไปทำอะไรผมไม่รู้ ผมไม่เกี่ยว มันคนละเรื่อง ต้องมีสามัญสำนึกในการกระทำ อย่ามาพูดดูดีแต่ปฏิบัติไม่ดี เดี๋ยวผมจะลุกโต้ทุกคนที่พูด อย่ามาขัดแย้งกับผม อย่ามาทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง อย่ามาเล่นใต้ดินกับผม แล้วอย่ามาเรียกร้องไม่ให้คนอื่นเล่นใต้ดิน ประธานต้องบอกผมว่าใครเป็นคนอนุญาต ประธานสภาหรือเจ้าหน้าที่ มีวิจารณญาณไหม มีสมองไหม ผมคิดว่าเป็นกระบวนการที่ไม่สร้างสรรค์ ผมเข้าใจความคิดเห็นมีความแตกต่าง เข้าใจว่าความแค้นของท่านในวันที่ไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ผมไม่เคยสร้างความขัดแย้งกับพรรคการเมือง นักการเมืองทุกคน ความคิดเห็นต่างก็ไม่เป็นไร แต่อย่ามาทำมือถือสากปากถือศีล" นายชาดา
ระหว่างการอภิปรายที่เป็นไปอย่างดุเดือด ทำให้นายพิเชษฐ์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นประธานการประชุมชี้แจงว่า ภาพที่นำมาเสนอ ส่วนตัวไม่ได้ดู หากเกิดมีการพาดพิง จะหาคำตอบในเรื่องนี้ว่าอนุญาตได้อย่างไร พร้อมขอนายรังสิมันต์ อย่าตอบโต้ และให้โอกาสนายชาดา ได้แสดงความบริสุทธิ์ใจว่า ไม่ได้เป็นตามที่มีการนำเสนอ และอยากให้การประชุมนี้เป็นการแก้ไขปัญหาและสร้างสรรค์ อย่าคิดว่าเป็นฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลมาตอบโต้กันไปมา เพราะจะทำให้ขยายความขัดแย้งไปมากขึ้น พร้อมขอความร่วมมือสมาชิกอภิปรายอย่างสร้างสรรค์และตรงประเด็น ให้มีแนวทางที่รอบคอบกว่านี้
ด้านนายรังสิมันต์ ชี้แจงว่าภาพที่นำเสนอนั้น ได้มีการยื่นเจ้าหน้าที่ตรวจสอบอย่างถูกต้อง และเข้าใจว่าจะมีการพิจารณาตามระบบ ซึ่งเป็นอำนาจของประธานเป็นผู้พิจารณาคนสุดท้าย ซึ่งโดยทั่วไปการขึ้นรูปรัฐมนตรี สามารถทำได้อยู่แล้ว รออยู่ในที่ประชุม พร้อมยังขอให้นายชาดา ใจเย็นๆ เพราะการขึ้นรูป ไม่ได้ปรักปรำว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง หรือปรักปรำนายชาดา เพิ่มเติม
ทำให้นายชาดา โต้กลับในทันทีว่า ไม่ได้ปรักปรำเพิ่มเติมหมายความว่าปรักปรำมาก่อนแล้วใช่หรือไม่
แต่นายรังสิมันต์ พยายามชี้แจงว่า ข้อความที่ขึ้นในรูปไม่ได้เป็นประโยคของนายชาดา แต่เป็นข้อความของผู้ที่ก่อความรุนแรง แล้วเขาอาจจะคิดด้วยซ้ำว่ามีผู้อยู่เบื้องหลัง แต่ความเป็นจริงอาจจะไม่มีใครอยู่เบื้องหลังก็ได้ ซึ่งกรณีแบบนี้ถือเป็นตัวอย่างที่ดี ว่านักการเมืองอย่างเราๆ ถูกโยงไปยังกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ตลอดเวลา ทั้งที่การกระทำอาจไม่ถึงขนาดนั้น จึงอยากให้มีสติ เพราะหลายคนเข้ามาเป็นผู้ใหญ่กันแล้ว มีสติกันหน่อย เป็นหลัก เป็นฐานให้กับบ้านเมือง
นายชาดา จึงโต้งกลับทันที การกระทำบ่งบอกถึงเจตนาชัดเจน และตนไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ และอย่าให้มีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นในสภาอีก เพราะตนจะไม่คิดว่าใช้สติในการพิจารณาความรู้สึกของพี่น้องคนไทย ความรู้สึกของสิ่งที่มันเกิดขึ้น มันเป็นความรู้สึกภายใต้จิตใจ การยอมรับ ซึ่งท่านแรกที่พูดถึงเรื่องความเสียหายทางการค้า คือขบวนการคนไม่อยากจะพูด คนไทยทุกคนรับได้ มีแผ่นดินอยู่ มีแผ่นดินคุ้มกะลาหัว ถ้ารับไม่ได้ ไปอยู่ประเทศอื่น