7.ด้านทรัพยากรบุคคล อาทิ น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี พรรคภูมิใจไทย นายบุญชัย กิตติธาราทรัพย์ สส.เพชรบูรณ์ พรรคพลังประชารัฐ นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.กทม. พรรคก้าวไกล นายอิสรพงษ์ มากอำไพ อดีตสส.ชุมพร พรรคประชาธิปัตย์
8.ด้านแผนงานบูรณาการ อาทิ นายศักดา วิเชียรศิลป์ สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย อดีตอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช สส.ลพบุรี พรรคภูมิใจไทย นายจักรัตน์ พั้วช่วย สส.เพชรบูรณ์ พรรคพลังประชารัฐ นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ อดีตสส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล น.ส.สุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ สส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ เป็นต้น
9.ข้อสังเกต อาทิ นางฐิติมา ฉายแสง สส.ฉะเชิงเทรา พรรคเพื่อไทย นายภราดร ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย สส.เพชรบูรณ์ พรรคพลังประชารัฐ นายวาโย อัศวรุ่งเรือง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เป็นต้น
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ภายหลังที่ประชุมมีมติตั้ง 9 คณะอนุ กมธ. ชุดดังกล่าวสร็จ ปรากฎว่า "น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล" สส.บัญชีรายชื่อ และรองพรรคก้าวไกล กล่าวในที่ประชุม ว่า การตั้งคณะอนุฯทั้ง 9 คณะ ยกเว้นคณะอนุ กมธ.ข้อสังเกต จะพบว่าเป็นการตั้งที่มีลักษณะแบ่งตามหน่วยงานที่พรรคร่วมรัฐบาลดูแล แตกต่างจากอดีตที่จะแบ่งตามรายการงบประมาณที่ต้องการให้ตรวจสอบ เช่น รายการงบประมาณสำหรับการฝึกอบรม คุรุภัณฑ์ เป็นต้น ดังนั้น เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงกรอบการทำงานของคณะอนุ กมธ. ตามที่ประชุมได้มีมติในครั้งนี้ อาจจะกระทบต่อความเป็นอิสระต่อการทำงานหรือไม่
ทำให้ นายภูมิธรรม ชี้แจงว่า สาเหตุที่ต้องตั้งในลักษณะดังกล่าว เนื่องจากการพิจารณางบประมาณของปี 2567 มีความล่าช้ามาเป็นเวลานาน จึงคิดว่าการปรับเปลี่ยนแนวทางการทำงานของคณะอนุกรรมาธิการฯจะสามารถทำให้การพิจารณางบประมาณทำได้รวดเร็วมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม น.ส.ศิริกัญญา ให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องนี้ ว่า ปีนี้มีความแตกต่าง จากเดิมที่พิจารณาเป็นรายงานอนุแต่ละชุด ว่าจะซื้อของอะไร ก็จะตั้งตามนั้น เช่น คุรุภัณฑ์ สิ่งปลูกสร้าง ที่ดิน เป็นต้น แต่ปีนี้อยากให้แบ่งตามยุทธศาสตร์งบประมาณ 6 ด้าน เพื่อดูว่าสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติอย่างไรและพิจารณาตามรายแผนงาน สุดท้ายสรุปจบที่การเป็นแบ่งเป็นฝ่ายกระทรวง ออกมา 8 กลุ่มกระทรวงด้วยกัน
"ด้วยวิธีการแบ่งตอนแรกคาดว่าจะแบ่งไปตามด้านเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง แต่กลายเป็นแบ่งตามพรรคการเมือง ที่ดูแลกระทรวงนั้น ๆ ถึงแม้ว่าจะมีกระทรวงการคลังหรือกระทรวงพาณิชย์ที่อาจจะไปติดไว้กับพรรคการเมืองอื่นอยู่บ้าง ซึ่งก็ไม่ได้ตีตนไปก่อนไข้ ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จะมีการปกป้องงบประมาณของเจ้ากระทรวงหรือไม่ แค่ตั้งข้อสังเกตเอาไว้ เพื่อให้อนุทำหน้าที่อย่างระมัดระวัง และไม่เป็นไปตามที่เราคาดการณ์ว่าอาจจะเกิดขึ้นได้" น.ส.ศิริกัญญา ระบุ
ส่วนเหตุผลที่ประธานตั้งอนุ กมธ. ขึ้นมา 9 คณะ เพราะการพิจารณางบ 67 มีความล่าช้านั้น ส่วนตัวไม่มั่นใจว่าจะรวดเร็วสำหรับอนุ กมธ.หรือไม่ เพราะในบางคณะมีงบประมาณค่อนข้างมาก เช่น มูลค่างบประมาณ 4 แสนกว่าล้าน แต่บางกลุ่มมีเพียงแค่ 83,000 ล้านบาท จึงไม่มั่นใจเหมือนกันว่าจะเร็วขึ้นหรือไม่ แต่จะสะดวกข้าราชการ เพราะข้าราชการแต่ละกระทรวง ก็ไม่ต้องเข้าอนุรายรอบหลายครั้ง เข้าอย่างมากเป็นแค่ 2 คณะ คือ คณะที่เป็นกระทรวงของตัวเองและขณะที่เป็นแผ่นงานบูรณาการก็จบแล้ว
ส่วนจะมีการกำชับ กมธ.ในสัดส่วนของฝ่ายค้านหรือไม่ ว่าจะต้องระมัดระวังในการตรวจสอบให้รอบคอบอย่างไรบ้างนั้น ก็พยายามที่จะนำเสนอวิธีการมองงบประมาณ หรือวิเคราะห์พิจารณางบประมาณจากเดิม หรือเพียงว่าถูกไปแพงไปในแต่ละรายการ แต่พอมาดูรายโครงการก็จะเน้นในเรื่องของความคุ้มค่ามีประสิทธิภาพในการใช้งบประมาณซ้ำซ้อนเป็นหลัก ส่วนจะอันไหนแพงหรือถูกก็เป็นหน้าที่ของสำนักงบประมาณ
"เราดูแต่พอดี เพราะไม่ใช่หน้าที่ ตอนนี้เราเปลี่ยนวิธีการพิจารณางบประมาณมาประมาณ 20 ปีแล้ว มาเป็นการเน้นผลงานในยุทธศาสตร์ไม่ได้เป็นแบบรายการแล้ว และปีนี้ไม่ได้มีที่ว่างให้ตัดงบประมาณเยอะ เพราะส่วนหนึ่งเป็นงบไปพลางก่อน ตัดมากไม่ได้เพราะใช้อยู่แล้ว จึงเน้นให้ฝึกวิธีการดูความคุ้มค่าของการใช้งบประมาณมากกว่า" รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล ระบุ
สำหรับการป้องกันกรณีการตบทรัพย์นั้น ทางฝั่งอนุ กมธ.ในสัดส่วนพรรคก้าวไกล ไม่ได้มีการกังวลในเรื่องนี้ และก็เชื่อมั่น เพราะเตรียมตัวมาเป็นอย่างดีว่าจะไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น แต่อย่างไรก็ดี ก้าวไกลทำหน้าที่เป็นผู้สังเกตการณ์ ว่ามีกรณีที่จะทำให้เกิดการตบทรัพย์ได้ ก็จะรีบดำเนินการ ซึ่งขณะนี้เบื้องต้นข้อมูลที่จะนำไปอภิปรายในวาระ 2 แล้ว ส่วนข้อมูลที่จะเอาไปใช้ในการอภิปรายทั่วไปหรือการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็จะเป็นสารตั้งต้นเพื่อให้พรรค สืบค้นต่อไปว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง และทำงานคู่ขนานไปกับกมธ.งบ , อนุ กมธ.งบ และกรรมการสามัญต่างๆที่กำลังเดินหน้าอยู่ตอนนี้
ด้าน นายภูมิธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุผลที่ประชุมตั้ง 9 คณะอนุ กมธ. ที่มีชุดละ 10 คน ตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งมี กมธ.จากชุดใหญ่เข้าไปนั่งในคณะชุดละ 2 คน และวันนี้ (2ก.พ.) หลังจากที่ประชุมนัดแรกได้เชิญคณะอนุเข้าประชุมร่วมกับคณะใหญ่เพื่อมอบในการปฎิบัติหน้าที่ โดยได้มอบแนวทางการทำหน้าที่พิจารณา คือ
- ขอให้ทำงานเป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อเกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ ไม่ใช่มองเป็นพรรคการเมืองหรือฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน แนะรับฟังทุกความเห็นและร่วมมือกันเป็นอย่างดี ไม่ต้องการใช้วิธียกมือโหวต แต่ต้องการให้คุยกันเกิดข้อสรุป
- ขอให้ตั้งคำถามกระทรวงหน่วยงานให้มีความสั้นกระชับ ตรงประเด็นได้ใจความ เนื่องจากแต่ละหน่วยงานต่างมีภารกิจ และการขอข้อมูลควรอยู่ภายใต้การให้เกียรติและเคารพกัน แล้วทุกฝ่ายก็ต้องตอบสนองเพื่อให้เกิดประโยชน์ในการวางงบประมาณ
- กมธ.จะพิจารณาให้เสร็จโดยเร็ว
- การปรับลดงบประมาณ หลายโครงการที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลง
- เคร่งครัดในการพิจารณางบประมาณภายใต้กรอบกฎหมายตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 144
ทั้งนี้ เชื่อว่าความร่วมมือกันจะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งท้ายที่สุดในการพิจารณาตัดสินใจตัดงบประมาณอยู่ที่คณะกมธ.ชุดใหญ่ พร้อมชี้แจงว่ากมธ.ใช้วิธีการใหม่ ซึ่งไม่เคยเห็นมาก่อน ในการตั้งอนุขึ้นมา ซึ่งที่ผ่านมาใช้เป็นการแบ่งตามภาพรวม มีข้อดีได้เห็นภาพรวม แต่ยอมรับมีปัญหาว่าหน่วยราชการทั้งหมดจะต้องทำงานหนักมาก จึงใช้วิธีการตั้งคณะอนุตามมาตรา หรือตามกระทรวง ซึ่งการพิจารณาแต่ละกระทรวงหนึ่ง อาจจะใช้เวลา 1-2 วัน ซึ่งหากทำแล้วเห็นว่าแบบเก่าดีกว่าก็จะกลับไปใช้แบบเก่า หากแนวทางใหม่ดีกว่าก็จะเป็นวิธีทำงานใหม่
ส่วนที่มีการข้อสังเกตการตั้งคณะอนุจะเป็นการใช้รูปแบบเพื่อปกป้องงบของกระทรวงตัวเองนั้น ขอย้ำว่าท้ายที่สุด กมธ.ชุดใหญ่ และมาจากตัวแทนทุกพรรคการเมือง จะเป็นผู้พิจารณาตัดสินใจ
"อย่ากังวลเกินไป คิดว่าวันนี้เชิญบุคคลภายนอกเข้ามา หรือรับตัวแทนจากทุกพรรคการเมืองส่งมา ล้วนแต่เป็นการทำให้รวดเร็วคล่องตัวมากขึ้น เพราะฉะนั้นถ้าตั้งใจทำอะไรที่เป็นประโยชน์ แบบนี้อยู่ตรงไหนก็ทำได้ เจตนาแบบนี้สามารถแฝงไปได้ทั้งนั้น วันนี้เราเปิดเผยต่อสาธารณะ และเปิดเผยต่อหน้าคณะกมธ.วิสามัญ ซึ่งเป็นตัวแทนที่มาจากทุกพรรคการเมืองในสภาผู้แทนราษฎร" นายภูมิธรรมกล่าว
อย่างไรก็ตาม ยืนยันจะพิจารณางบประมาณภายในกรอบเวลา 105 วัน ตามที่กฎหมายกำหนด ขณะนี้ผ่านมาแล้ว 17 วัน โดยตั้งใจจะทำให้แล้วเสร็จก่อนกรอบเวลากำหนดอย่างน้อย 15 วัน เมื่อทำกฎหมายได้เร็วที่สุด ก็จะมีงบประมาณไปแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนได้เร็ว แม้มีความเห็นต่างที่เป็นความเห็นอิสระของแต่ละคน แต่สุดท้ายก็ต้องที่ประชุมใหญ่พิจารณา