โดยคนอภิปรายนอกสภาในเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ใครอื่น คือ 'ศิริกัญญา ตันสกุล' ซึ่งอภิปรายสวนนายเศรษฐากลางสภา หลังจากนายกฯ พูดถึงโครงการดังกล่าวโดยขาดสาระสำคัญบางประการ ศิริกัญญาบอกว่า สิ่งที่นายกรัฐมนตรีได้พูดถึงโครงการแลนด์บริดจ์มีข้อผิดพลาดอยู่สองประการด้วยกัน ได้แก่ 1.การก่อสร้างท่อน้ำมัน ซึ่งในรายงานศึกษาความเป็นไปได้ ไม่ได้ศึกษาโครงการในกรณีที่มีท่อน้ำมัน มีแต่เพียงการศึกษาโครงการที่มีท่าเรือสองท่า ทางรถไฟ และถนนเชื่อมต่อท่าเรือเท่านั้น แม้จะมีการเว้นที่ไว้วางท่อน้ำมัน แต่ในการศึกษาความเป็นไปได้ก็ไม่มีเรื่องท่อน้ำมันแต่อย่างใด นั่นเท่ากับว่าอาจจะต้องมีการรื้อรายงานศึกษาความเป็นไปได้ และ 2.ช่องแคบมะละกาไม่ได้แออัด โดยในการประชุมกรรมาธิการแลนด์บริดจ์ที่ตนเองเป็นกรรมาธิการอยู่ด้วย ตัวแทนจากสภาหอการค้า ยังชี้แจงเองว่าไม่ได้แออัด และถ้าแออัดจริง สิงคโปร์คงไม่ลงทุนสร้างท่าเรือใหม่ที่มีความจุ 2 เท่าจากท่าเรือเดิม
ประเด็นที่ 3 การจัดงบประมาณของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ การอภิปรายในเรื่องนี้ได้กลายเป็นเวทีที่ทำให้เกิดดาวสภาคนใหม่อย่าง พนิดา มงคลสวัสดิ์ ส.ส.สมุทรปราการ พรรคก้าวไกล ซึ่งอภิปรายตอนหนึ่งว่า การจัดสรรงบประมาณยังแสดงให้เห็นถึงการบริหารงานแบบรัฐราชการรวมศูนย์ สั่งการจากบนลงล่าง (top-down) การบริหารงานแบบรัฐราชการรวมศูนย์ ไม่สามารถทำให้ตำรวจ ปฏิบัติหน้าที่ เป็นตำรวจของประชาชน นอกจากนี้ มีงบประมาณที่ควรได้รับการจัดสรรอย่างเพียงพอ แต่ในความเป็นจริงกลับไม่เป็นแบบนั้น เช่น ค่าวัสดุเชื้อเพลิงและหล่อลื่น หรือค่าน้ำมัน ได้รับการจัดสรรเพียง 4,082 ล้านบาท จากที่ขอรับการจัดสรรไป 6,446 ล้านบาท หารเฉลี่ย 1,484 สถานีตำรวจ เหลือ 230,000 บาทต่อเดือน เมื่องบหลวงไม่พอ ก็ต้องหารายได้จากทางอื่น ไม่ว่าจะเป็นตู้แดง หรือการรับรองบุคคลวีไอพี
เรื่องนี้กลายเป็นที่วิจารณ์ถึงข้างนอกสภา เพราะถึงขนาดที่พลตำรวจเอกต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยังออกมายอมรับถึงจำนวนงบประมาณที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับการจัดสรรงบประมาณน้อยอย่างที่ฝ่ายค้านได้อภิปราย
ประเด็นที่ 4 คนภาคใต้ถูกเลือกปฏิบัติจากรัฐบาล เป็นประเด็นที่อภิปรายโดย สุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ ส.ส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า เงินภาษีควรได้รับการจัดสรรอย่างยุติธรรม ซึ่งพื้นที่ภาคใต้ไม่ได้รับความเป็นธรรมมาตั้งแต่พรรคไทยรักไทยเป็นรัฐบาล เนื่องจากไม่มี ส.ส. ในพื้นที่ จึงมีข้อกังวลในการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลชุดนี้ที่มีดีเอ็นเอพรรคไทยรักไทยที่ไม่ให้ความสำคัญกับการให้งบประมาณลงมายังภาคใต้
กลายเป็นอีกประเด็นที่นายเศรษฐาต้องชี้แจงด้วยตัวเองว่า ตั้งแต่ที่เป็นนายกรัฐมนตรีตนได้ลงไปที่ภาคใต้หลายหน ได้ชี้แจงไปหลายหนแล้ว เรื่องเมกะโปรเจกต์ใหญ่ๆ ก็อยู่ที่ภาคใต้มาก ไม่ว่าจะเป็นแลนด์บริดจ์ ซึ่งจะสร้างความเจริญอย่างมากมายให้กับพี่น้องประชาชนคนใต้ทั้งหมด เรื่องการขยายสนามบินภูเก็ต และเตรียมพัฒนาเศรษฐกิจให้กับพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย
ประเด็นที่ 5 งบประมาณกระทรวงกลาโหมเอาใจกองทัพ เป็นอีกเรื่องที่ถูกพูดถึงอย่างมาก ซึ่ง ส.ส.พรรคก้าวไกลหลายคนได้ร่วมขยายประเด็นไว้อย่างสนใจ ไม่ว่าจะเป็น การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายบุคลากรภาครัฐเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ปี 2567 ตั้งไว้ 127,321 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ตั้งงบ 120,876 ล้านบาท สวนทางกลับที่พรรคเพื่อไทยเคยหาเสียงว่าจะปรับลดกำลังพล ก่อนที่ สุทิน คลังแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ต้องตอบโต้ทันทีว่า การจัดงบประมาณของกระทรวงกลาโหม เพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่ลดลง คือ เพิ่มขึ้น 1.2-1.3% หากเทียบกับราคาเงินเฟ้อ และเมื่อเทียบกับจีดีพี ตัวเลขงบประมาณของประเทศที่พัฒนาแล้วที่จัดงบ 3% แต่ของไทยมีเพียง 1.2% ส่วนแผนการปรับลดกำลังพลหากปรับลดแบบทันด่วนจะกระทบต่อขวัญกำลังใจ ดังนั้นต้องใช้เวลาในการปฏิรูปกองทัพ
ประเด็นที่ 6 นักโทษอภิสิทธิ์ชนติดคุกทิพย์ โดยการอภิปรายงบประมาณในครั้งนี้ ได้กลายเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่กู้ชื่อให้กับพรรคประชาธิปัตย์ แม้ว่าจะเป็นในฐานะพรรคฝ่ายค้านก็ตาม โดย จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ชำแหละถึงความไม่ชอบมาพากลของกรมราชทัณฑ์ตอนหนึ่งว่า การใช้งบประมาณของกรมราชทัณฑ์และการออกระเบียบว่าด้วยการดำเนินการคุมขัง ในสถานที่คุมขังปี 2566 เป็นการออกระเบียบแบบศรีธนญชัย แทนที่จะแยกผู้ต้องขังออกจากนักโทษเด็ดขาด แต่กลายเป็นว่าไปแยกผู้ต้องขังเด็ดขาดออกเป็นสองมาตรฐาน โดยมาตรฐานที่ 1 ติดคุกที่เรือนจำ และมาตรฐานที่ 2 ติดคุกที่บ้านได้ จนมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า เลือกปฏิบัติ และคำพิพากษาของศาลไร้ความหมาย
ประเด็นเดือดทั้ง 6 เรื่องข้างต้นนี้ แม้จะได้ถูกอภิปรายไปเมื่อการประชุมสภาฯ ครั้งที่ผ่านมาแล้ว แต่แน่นอนว่าคงต้องถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงในรายละเอียดระหว่างการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ อีกรอบอย่างเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งฝ่ายค้านเองก็คงไม่ยอมให้ปล่อยผ่านไปง่ายๆ เช่นกัน ทีนี้ต้องมารอดูว่า ‘ภูมิธรรม เวชยชัย’ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้โอกาสทำหน้าที่ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ นั้นจะเก๋าเกมมากพอที่ผ่านศึกไปได้โดยเจ็บตัวน้อยที่สุดหรือไม่