เนชั่นทีวี

การเมือง

"ก้าวไกล" รุมสับงบ 67 ตั้งเงินดูคุณภาพชีวิตคนไทย ไม่สมยกเป็นวาระแห่งชาติ

04 ม.ค. 2567 | thanita_boo

"ก้าวไกล" รุมสับงบ 67 ตั้งเงินดูคุณภาพชีวิตคนไทย ไม่สมยกเป็นวาระแห่งชาติ

"ก้าวไกล" รุมสับงบดูแลคุณภาพชีวิตคนไทย "นิติพล" ชำแหละ "กรมโลกร้อน" ตั้งใหม่ แต่วางตัวชี้วัดต่ำจนไร้ประโยชน์ ด้าน "ภัทรพงษ์" จวก รัฐยกปัญหาฝุ่นเป็นวาระแห่งชาติ แต่จัดงบสวนทาง

4 มกราคม 2566 นายนิติพล ผิวเหมาะ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 ในประเด็นสิ่งแวดล้อมว่า ทั่วโลกทราบดีว่าประเด็นความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศหรือโลกร้อนเป็นเรื่องสำคัญ  แต่รัฐบาลไหนจริงจังในเรื่องนี้จริง ตัวชี้วัดหนึ่งก็คืองบประมาณ ทว่า แผนงานในร่างงบประมาณฉบับนี้ แทบไม่ต่างจากสมัยรัฐบาลประยุทธ์เลย เช่น ให้งบกรมอุตุนิยมวิทยาไปซื้อเครื่องมือวัดลมเฉือนติดให้สนามบิน และอุปกรณ์ทางการบินเป็นพันล้าน อีกส่วนคือ งบอบรมสร้างเครือข่าย หรือสร้างแพลตฟอร์มเก็บข้อมูล ซึ่งไม่รู้ว่าจะไปลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้อย่างไร

ชำแหละ "กรมโลกร้อน" ตวางตัวชี้วัดต่ำจนไร้ประโยชน์ 

เรื่องที่น่าประทับใจในปีนี้คือ ในที่สุดประเทศไทยก็มีหน่วยงานระดับกรมที่ดูแลเรื่องโลกร้อนโดยเฉพาะ ชื่อว่า กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ขอเรียกง่าย ๆ ว่า "กรมโลกร้อน" เปลี่ยนชื่อมาจากกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่สมัยรัฐบาลประยุทธ์ แต่เริ่มตั้งงบประมาณปีแรกในรัฐบาลเศรษฐา ซึ่งเมื่อไปดูตัวชี้ กรมตั้งเป้าไว้ว่า ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจาก กรณีปกติ 4% ขณะที่หากเราดูสถิติในปีก่อนหน้านี้ ไทยลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลงจากกรณีปกติ ได้ปีละ 15%  อยู่แล้ว ด้วยวิธีแบบเดิม ๆ 

"ก้าวไกล" รุมสับงบ 67 ตั้งเงินดูคุณภาพชีวิตคนไทย ไม่สมยกเป็นวาระแห่งชาติ

"ดังนั้น การตั้งเป้าลดลง 4% ต่อให้ท่านไม่ทำอะไรเลยก็ได้ผลงานแล้ว เมื่อเป็นแบบนี้ งบมันเลยไปโผล่ที่งบอบรมสัมมนาสูงถึง 170 ล้านบาท และเอาไปทำโครงการแบบกรมเดิม เหมือนก็อปวางมา ที่ทำแบบนี้ได้ก็เพราะตัวชี้วัดต่ำมากจนแทบไม่เกิดประโยชน์อะไรเลยไม่ต้องทำอะไรเลย"

แนะรัฐบาลเพิ่มงบพิทักษ์ป่า

นอกจากนี้นายนิติพล ยังได้ตั้งข้อสังเกตอีกประเด็นสำคัญคือ งบพิทักษ์ป่า ทั้งที่เป็นผู้เสี่ยงภัยอยู่หน้างาน อันตรายต่อชีวิตทุกนาที ต้องดูแลเขาให้ดี จึงอยากเสนอให้เพิ่มเงินและสวัสดิการให้กับเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า ไม่ใช่เสี่ยงแล้วยังต้องลุ้นว่าจะได้รับการต่อสัญญาหรือไม่ และทุกวันนี้เขาได้เงินเดือนแค่ 9,000 – 10,000 ต้น ๆ เท่านั้น

ที่สำคัญคือ พอกรรมาธิการงบฯ ขอตัดงบประมาณของกรมป่าไม้ แทนที่จะไปตัดงบประมาณปลูกป่า เพาะกล้าไม้ ซึ่งใช้กันปีละเป็นพันล้านแต่ไม่สัมฤทธิ์ผล เช่น เอาไปปลูกต้นสีเสียดแก่น ซึ่งเป็นอันตรายต่อสัตว์ป่าเพราะมีหนามเต็มไปหมด สัตว์กินก็ไม่ได้และช้างป่ากลับเข้าป่าก็ไม่ได้

"ก้าวไกล" รุมสับงบ 67 ตั้งเงินดูคุณภาพชีวิตคนไทย ไม่สมยกเป็นวาระแห่งชาติ

ดังกรณีที่เกิดขึ้นกับช้างป่าตะวันออก แต่พอให้ตัดงบกลับไปตัดของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า เหมือนในปี 2565 แล้วไปโยนบาปให้กรรมาธิการและสภาว่ารังแกเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า ไม่เห็นใจคนทำงาน ทั้งที่จริง ๆ แล้ว กรมฯ คือผู้เลือกตัดเงินเขาเอง และอีกเรื่องหนึ่ง เมื่อของบประมาณซื้อรถยนต์ก็ต้องให้เงินเติมน้ำมันด้วย ปีนี้ทำงบมาแบบงงมาก ซื้อรถให้ แต่ไม่มีเงินค่าน้ำมันให้ แล้วเขาจะเอารถไปใช้งานได้อย่างไร

"การทำงบประมาณเพื่อแก้ปัญหาโลกร้อนเป็นเรื่องสำคัญ ท่านบอกวิกฤติโลกร้อน แต่ทำไมทำงบแบบนี้ ปัญหานี้ไม่ใช่แค่ทำโครงการมา แต่ไม่มีแผนให้สามารถแก้ปัญหาได้จริง ขอให้รัฐบาลตั้งใจทำงบมาใหม่ เพราะถ้ายังจัดงบแบบนี้เจอกันในการอภิปรายไม้ไว้วางใจแน่ และผมสัญญากับพี่น้

"ก้าวไกล" รุมสับงบ 67 ตั้งเงินดูคุณภาพชีวิตคนไทย ไม่สมยกเป็นวาระแห่งชาติ

จวก รัฐบาลยกปัญหาฝุ่นเป็นวาระแห่งชาติ แต่จัดงบสวนทาง

ด้านนายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคก้าวไกล อภิปรายร่างงบประมาณปี 67 ว่า นักการเมือง หรือ คณะรัฐมนตรีเคยพูดเคยแถลงให้คำมั่นสัญญาอะไรกับประชาชนก็ได้ แต่สิ่งเดียวที่โกหกประชาชนไม่ได้คือตัวเลขงบประมาณ อย่างปัญหาฝุ่นพิษ pm 2.5 ที่รัฐบาลยกให้เป็นวาระแห่งชาติ แต่จากงบประมาณที่จัดทำน่าผิดหวัง ไม่ได้สะท้อนถึงความรุนแรงของปัญหา ไม่ได้ทำให้เห็นความมุ่งมั่นแก้ปัญหานี้ ซึ่งตนเคยอภิปรายไปเมื่อวันแถลงนโยบายแล้วว่าปัญหานี้ต้องแก้ทั้งโครงสร้าง โดยเปรียบเทียบเหมือนเป็นการสร้างตึก 5 ชั้น ที่เริ่มตั้งแต่การวางแผนด้วยข้อกฎหมาย และตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้พรรคก้าวไกล ได้ จ้า ยื่นร่าง พ.ร.บ.ที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมไป 4 ร่าง โดยเฉพาะร่าง พ.ร.บ.ฝุ่นพิษ และการก่อมลพิษข้ามพรมแดน ซึ่งด้านกฎหมายสามารถทำผ่านกลไกสภาได้ แต่การสร้างตึกชั้นอื่นๆมันต้องขึ้นกับฝ่ายบริหารด้วย 

เริ่มการที่ชั้น 1 สาธารณสุข น่าผิดหวังที่งบกระทรวงสาธารณสุขทั้งเล่ม มีโครงการที่เกี่ยวข้องกับ pm 2.5 เพียงแค่ผิวเผิน มียุทธศาสตร์จัดการมลพิษและสิ่งแวดล้อม 298.3 ล้านบาท แบ่งเป็น 292 ล้านบาท เป็นการยกระดับมาตรฐานโรงพยาบาลกรีนแอนด์คลีน ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับผู้ได้รับผลกระทบฝุ่นละออง อีก 6.2 ล้านบาทไปอยู่ที่กรมอนามัย ซึ่งตั้งเป้าหมายว่า ปี 67 นี้จะลดจำนวนผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจลง 5% ทำให้เห็นว่า จัดงบน้อยเมื่อเทียบกับปัญหาที่เกิดขึ้น ดูจากตัวเลขสถิติมะเร็งที่พบในภาคเหนือคือมะเร็งปอด เมื่อเทียบกับสัดส่วนภาคอื่นถือว่าภาคเหนือสูงสูงสุด โดยผู้ชายภาคเหนือมีโอกาสเป็นมะเร็งปอดสูงกว่าภาคอื่น 1.4 เท่า 

ส่วนผู้หญิงภาคเหนือมีโอกาสเป็นมะเร็งปอดสูงกว่าภาคอื่น 1.7 เท่า แต่การสูบบุหรี่ของภาคเหนือมีน้อยกว่าภาคอื่นถึง 10% ปัญหานี้ไม่ได้กระทบแค่ภาคเหนือแล้วแต่ตัวเลขผู้ป่วยทางเดินหายใจทางประเทศในปี 2566 อยู่ที่ 6.82 ล้านคน เฉพาะคนภาคเหนืออยู่ที่ 5.5 ล้านคนต่อปี แต่การจัดงบแค่นี้ รัฐบาลเข้าใจปัญหาประชาชนบ้างหรือไม่ เปลี่ยนจากการใส่ใจเรื่องปากท้องมาดูแลเรื่องปอดบ้างได้หรือไม่ นอกจากนี้ แนวคิดเทเลเมดิซีนก็เป็นเรื่องดี แต่กลุ่มคนเปราะบางก็ยังไม่สามารถเข้าถึงส่วนนี้ได้ต้องเสริมระบบออนกรานว์ด้วย อสม. เข้าไป และจัดงบในการซื้ออุปกรณ์ป้องกัน pm 2.5 ให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานและอาสาสมัครด้วย ขณะเดียวกันควรมีงบเฝ้าระวังสุขภาพและโรคที่เกิดจาก pm 2.5 แต่ก็ไม่เห็นงบตรงนี้ พร้อมตั้งคำถามถึงงบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการไม่มีเรื่องของเครื่องฟอกอากาศให้กับโรงเรียนในสังกัดกระทรวงแม้แต่นิดเดียวเป็นเรื่องน่าอายมากที่แม้แต่โรงเรียนก็ไม่สามารถสร้างความปลอดภัยให้กับลูกหลานได้

ชั้นที่ 2 ไฟเกษตร ชั้นนี้ตนตั้งความหวังไว้สูงมาก เพราะรัฐมนตรีเกษตรฯ เป็นอดีตประธานกรรมาธิการวิสามัญการแก้ปัญหาpm 2.5 อย่างเป็นระบบ ซึ่งผลการศึกษาสรุปว่า รัฐบาลต้องมีมาตรการในการลดการเผาและเพิ่มแรงจูงใจให้เกษตรกรที่ชัดเจน ซึ่งปี 67 รัฐตั้งเป้าลดการเผาภาคเหนือ 50% แต่ให้งบเพียง 10% นอกจากนี้งบประมาณของกระทรวงเกษตรฯ จาก 1.26 ล้านบาท ก็ถูกปรับลดเหลือ 1.18 ล้านบาท ในขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรีมอบนโยบายสั่งให้กระทรวงเกษตรฯ จัดการแก้ปัญหาเรื่อง pm 2.5   แต่งบประมาณไม่มี ถามว่าวิกฤตแบบไหน ถึงได้จัดงบแบบนี้

ชั้นที่ 3 ไฟป่า มีงบประมาณเพิ่มสูงขึ้น แต่ยังไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจน ทั้งที่เรามีความรู้และข้อมูลหมด โดยเฉพาะพฤติกรรมการเผาไม้ในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ตั้งแต่ปี 63-66 โดบงบที่กังวลที่สุดคือ งบอุปกรณ์ดับไฟป่าให้กับเจ้าหน้าที่และอาสาสมัคร ก็ยังไม่ชัดเจน / งบในการจัดซื้อโดรนตรวจจับความร้อนให้เจ้าหน้าที่ตรงเข้าหาไฟได้ถูกจุด ก็ไม่ชัดเจน / งบประมาณ 80.8 ล้านบาท ในการจัดทำจุดเฝ้าระวังไฟป่า 1000 จุดในพื้นที่กรมอุทยาน ก็ไม่ชัดเจนว่า 80,000 บาทต่อจุดจะทำเป็นเซ็นเซอร์ดีเทคไฟป่า หรือ จัดตั้งหน่วยเฝ้าระวังเป็นแบบอาสาสมัคร และสิ่งที่ผิดหวังคืองบยังกระจุกอยู่ที่ส่วนกลาง ไม่ได้กระจายไปอยู่ที่ท้องถิ่น ทั้งที่งบใช้จ่ายของท้องถิ่นต่อปีก็มีน้อย จะให้เขาควักเงินเอง หรือจะให้ทอดผ้าป่า ขายบัตรรำวง เอาเงินมาดับดับไฟป่าหรือ อยากให้นายกฯ ตอบว่าทำไมถึงยังไม่สามารถจัดสรรงบให้ท้องถิ่นได้อย่างเพียงพอ ขอมา 1709 ล้านบาท ทำไมให้ได้แค่ 50 ล้านบาท

ชั้นที่ 4 การพยากรณ์และการแจ้งเตือน โดยการพยากรณ์ที่แม่นยำต้องมีเครื่องมือที่ดี แต่งบเหมือนให้อยู่ที่สงขลา เชียงใหม่ กรุงเทพฯ ขอให้รัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัลฯ ช่วยชี้แจงด้วว และเมื่อพยากรณ์แล้วก็ต้องแจ้งเตือน แต่เห็นงบของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ที่แจ้งเตือนผ่านสัญญาณโทรศัพท์ จึงเสนอแนะให้รัฐมนตรีกระทรวงดีอี ให้ กสทช. ใช้งบ งบประมาณจัดสรรในส่วนนี้ไปเลย เพื่อจะได้ใช้ cell boardcastv ก่อน ปี 68 พร้อมฝากกระทรวงมหาดไทยไปยัง ปภ. ว่าแอพพลิเคชั่น Thai disaster alert ทุกวันนี้ยังไม่เห็นมีการแจ้งเตือน พร้อมกันนี้ ขอให้ใช้ภาพถ่ายทางดาวเทียมมาประเมินปริมาณใบไม้ร่วง ซึ่งจะช่วยประเมินเรื่องของเชื้อเพลิง ใบไม้แห้ง ในพื้นที่ป่าให้สามารถจัดทำแนวกันไฟได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ชั้นที่ 5 ศูนย์บัญชาการ การที่รัฐบาลได้ให้งบลดความเสี่ยงและผลกระทบจากภัยธรรมชาติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 797.5 ล้านบาท แต่รายละเอียดไม่มี ขอถามกระทรวงต่างประเทศ ว่าโครงการนี้มีรายละเอียดอย่างไร เกี่ยวกับฝุ่นพิษข้ามพรมแดนหรือไม่ ถ้าเกี่ยวข้องให้เปลี่ยนตัวชี้วัดให้สัมฤทธิ์ด้วย อีกทั้งการที่รัฐบาลมอบให้กระทรวงต่างประเทศ ไปเจรจาฝุ่นพิษข้ามพรมแดนตามกลยุทธ์ฟ้าใส Clear Sky Strategy ซึ่งกลยุทธ์นี้มีมาตั้งแต่รัฐบาลชุดที่แล้ว แต่ยังไม่เคยเห็นผลความคืบหน้า ขอให้ชี้แจงด้วย ก็หวังว่ารัฐบาลพิจารณาแก้ไขงบในส่วนนี้ ไม่เช่นนั้นทางออกเดียวที่จะแก้ไขได้คือ ต้องจุดธูป 16 ดอก ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภาวนาให้ธรรมชาติเบาบางลงไปเอง เพราะทุกวันนี้รัฐยังไม่มีมาตรการใดๆ เกี่ยวกับการนำเข้าสินค้าเกษตรที่มาจากการเผา ให้กับประเทศไทยเลย หวังว่ารัฐบาลจะไม่ได้สนใจปัญหานี้แค่เฉพาะช่วงที่มีปัญหาเท่านั้น เหมือนรัฐบาลที่ผ่านมา

 

 

 

ข่าวล่าสุด