ส่วน กทม.และปริมณฑล ปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากมลพิษจากท่อไอเสียและโรงงานอุตสาหกรรม จึงได้มอบหมายให้กรมควบคุมมลพิษ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการแก้ไขปัญหา อีกทั้งการตรวจตรารถควันดำ ให้มีมาตรการเข้มข้น ตรวจ จับ ปรับ ตามความเหมาะสม เพื่อให้ได้เกิดความตื่นตัว ร่วมมือกับภาครัฐในการแก้ไขปัญหา
"จากนี้ไปมาตรการต่างๆ จะมีความเข้มข้นมากขึ้น อะไรที่ทำไปแล้วไม่ได้ผลก็จะต้องมีการทบทวน ปรับปรุง เราพยายามแก้ไขปัญหาให้ดีขึ้นเรื่อยๆ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน ขอให้ประชาชนมั่นใจ และขณะนี้เครื่องมือสำคัญในการจัดการกับฝุ่น PM 2.5 คือ ร่างพ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด กำลังเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญจะใช้เวลาแปรญัตติ 15 วัน ถือว่ารัฐบาลได้ผลักดันร่างกฎหมายอย่างเร่งด่วน"
ทั้งนี้ เชื่อว่าหากร่างกฎหมายผ่านขั้นตอนของสภาฯและมีการประกาศใช้จริง จะสามารถบริหารจัดการ ปัญหามลพิษทางอากาศได้อย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทั้งในประเทศและมลพิษข้ามพรมแดน
ขณะที่ นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยข้อมูลย้อนหลังในช่วงเวลาเดียวกันนี้ ปริมาณ PM 2.5 ลดลงอย่างต่อเนื่อง เป็นไปตามที่ นายเศรษฐา นายกฯ เอาจริงเอาจัง มุ่งผลเป็นรูปธรรม ย้ำชัด ประชาชนต้องมีอากาศที่ดีหายใจ เพื่อสุขภาพแข็งแรง
โดย เมื่อเปรียบเทียบค่าฝุ่น PM 2.5 วันนี้ ย้อนหลัง 5 ปี ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ค่าฝุ่นวันที่ 21 มกราคม 2567 อยู่ที่ 16.7 น้อยกว่าปีก่อนในวันเดียวกันมากกว่า 1 เท่าตัว
21 มกราคม 2563 = 53 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
21 มกราคม 2564 = 58 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
21 มกราคม 2565 = 26 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
21 มกราคม 2566 = 36 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
21 มกราคม 2567 = 16.7 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
"เป็นไปตามวิสัยทัศน์ และความตั้งใจของนายกฯ ที่กำหนดไว้ว่า ต้องการให้ประชาชนมีอากาศสะอาดหายใจ เป็นไปตามสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนพึงมี ลดฝุ่นควันพิษในทุกสาเหตุ สั่งการแก้ไขปัญหา เอาจริงเอาจังในทุกปัจจัย ซึ่งรัฐบาลเชื่อมั่นว่าสภาพอากาศจะต้องดีขึ้นเรื่อยๆ ด้วยความร่วมมือร่วมใจของทุกหน่วยงาน" นายชัย กล่าว