เนชั่นทีวี

การเมือง

"บ้านจันทร์ส่องหล้า" ปัดฝุ่นรอรับคนชั้น 14 "พักโทษเป็นกรณีพิเศษ"

20 ม.ค. 2567 | chairat_pat

"บ้านจันทร์ส่องหล้า" ปัดฝุ่นรอรับคนชั้น 14 "พักโทษเป็นกรณีพิเศษ"

เดือน "กุมภาพันธ์" นอกจากจะเป็นเดือนสำคัญ เพราะเป็นเดือนแห่งเทศกาลวันแห่งความรัก ซึ่งตรงกับ 14 กุมภฯ ของทุกปีแล้ว แต่ในปีนี้ยังมีความพิเศษเพราะมีถึง 29 วัน ซึ่ง 4 ปี จะมีเพียงหนึ่งครั้ง

ทว่า เดือน ก.พ. ที่พิเศษกว่านั้น โดยเฉพาะในทางการเมือง เพราะต้องจับตาหลังมีข่าวว่าคนชั้น 14 จะได้รับ "การพักโทษ" หลังรับโทษครบ 6 เดือน ซึ่งจะตรงกับวันที่ 18 ก.พ.นี้

โดยก่อนหน้านี้กรมราชทัณฑ์ ได้ออกมาแถลงเสมือน "โยนหินถามทาง" เพื่อเช็กกระแสสังคม ต่อกรณี "ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี เข้าเกณฑ์พักการลงโทษ ตามที่ได้รับพระราชทานอภัยลดโทษ เหลือโทษจำคุก 1 ปี ซึ่งเท่ากับรับโทษมาแล้วกึ่งหนึ่งตามพ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 

อย่างไรก็ตาม จากประเด็นที่เกิดขึ้น ก็ปรากฏความเคลื่อนไหวจากฟากฝั่งของคนใน "ตระกูลชินวัตร" เพราะได้เฝ้าติดตามการพิจารณาของเรือนจำและกรมราชทัณฑ์ ที่จะเสนอให้ "ทักษิณ" ได้รับการพักโทษ เนื่องจากเข้าเกณฑ์ "พักการลงโทษเป็นกรณีพิเศษ" เนื่องจากอายุเกิน 70 ปี และมีอาการป่วย ประกอบกับเกณฑ์ปกติ เพราะรับโทษมาแล้วเป็นเวลา 6 เดือน ซึ่งเป็นขั้นต่ำสุดตามกฎหมายที่กำหนดไว้ 

สำหรับเรื่องอาการป่วยของคนชั้น 14 นั้น "เนชั่นสตอรี่" ได้รับคำยืนยันจากทางครอบครัวชินวัตร ว่า ทักษิณป่วยจริง โดยก่อนหน้านี้เมื่อช่วงปลายปีที่แล้วเพิ่งได้รับการผ่าตัด อีกทั้ง ยังมีอาการเกี่ยวกับหัวใจ ความดันโลหิตสูง และความเครียด ที่ผ่านมาสมาชิกในครอบครัวได้ผลัดกันไปเยี่ยมอย่างต่อเนื่อง ตามที่ได้ขออนุญาตจากกรมราชทัณฑ์เอาไว้

ซึ่งทุกอย่างเป็นไปตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด คือ เยี่ยมได้ครั้งละไม่เกิน 30 นาที แตกต่างจากการถูกคุมขังในเรือนจำ ซึ่งไปเยี่ยมได้คราวละ 20 นาที โดยผู้จะเข้าเยี่ยม ต้องส่งชื่อล่วงหน้าให้กรมราชทัณฑ์พิจารณาและรับทราบ รวมทั้งยังต้องได้รับความยินยอมจากตัวผู้ต้องขังด้วย 

นอกจากนี้ ในเรื่องของกระบวนการเสนอชื่อให้ผู้ต้องขังรายใดได้รับการพักโทษนั้น เป็นหน้าที่ของผู้บัญชาการเรือนจำ พร้อม ๆ กับนักโทษที่เข้าเกณฑ์คนอื่น ๆ และส่งชื่อให้คณะกรรมการพิจารณา ซึ่งคณะกรรมการก็จะมีทั้งในระดับเรือนจำ และคณะกรรมการส่วนกลาง ดังนั้น เมื่อเรื่องนี้ไม่ใช่ตัวนักโทษหรือครอบครัวของนักโทษเป็นผู้เริ่ม ทางครอบครัวชินวัตร จึงทำได้แค่เพียงรอฟังข่าวเท่านั้น 

สำหรับการเตรียมตัวจากทางครอบครัวนั้น ได้มีการเตรียมพื้นที่ "บ้านจันทร์ส่องหล้า" ซึ่งตั้งอยู่บิเวณย่านถ.จรัญสนิทวงศ์ เอาไว้รองรับ เพื่อให้ "ทักษิณ" เข้าไปพำนักระหว่างช่วงที่ได้รับการพักโทษแล้ว และอาจต้องติดกำไลอีเอ็ม ส่วนลูกๆ และหลานๆ 7 คน ของอดีตนายกฯนั้น ปัจจุบันไปพักอยู่ด้วยกันที่บ้านย่านรามอินทรา 

ทั้งนี้ โดยสิทธิ์ที่จะได้รับหลังการพักโทษนั้น ทางครอบครัวได้ศึกษาข้อกฎหมายและระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องแล้ว พบว่าสามารถเดินทางออกจากบ้านได้ แต่ต้องอยู่ภายในอาณาบริเวณที่กรมราชทัณฑ์และกรมคุมประพฤติกำหนด เช่น เฉพาะในเขตกรุงเทพมหานคร ซึ่งแนวทางนี้เป็นแนวทางปกติที่ปฏิบัติกับนักโทษทุกคนที่ได้รับสิทธิ์การพักโทษ ไม่ได้มอบให้ใครเป็นกรณีพิเศษ 

ทั้งนี้ กรณีการพักโทษจะแตกต่างจากการใช้สิทธิ์ตามระเบียบกรมราชทัณฑ์ ว่าด้วยการดำเนินการสำหรับการคุมขังในสถานที่คุมขัง พ.ศ. 2566 หรือ "ระเบียบนอนนอกคุก" ซึ่งหากได้รับสิทธิ์ตามระเบียบนี้ โดยใช้บ้านเป็นสถานที่คุมขัง ผู้ต้องขังที่ได้รับสิทธิ์จะไม่สามารถออกจากบ้านได้ เพราะบ้านจะกลายสถานะเป็นสถานที่คุมขังแทนเรือนจำ 

ทว่า ทางครอบครัวชินวัตรไม่ได้ใช้สิทธิ์ตามระเบียบฉบับนี้ เพราะจนถึงปัจจุบัน หลังจากระเบียบมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 8 ธ.ค. 2566 ก็ยังไม่เดินหน้าสู่การปฏิบัติ ยังคงรอมาตรการและการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาคุณสมบัติของนักโทษ ว่าใครควรจะได้รับสิทธิ์นี้บ้าง ซึ่งคาดว่าในเดือน ก.พ. ก็ยังไม่ได้เริ่มพิจารณานักโทษชุดแรก ฉะนั้นหากได้รับสิทธิ์พักโทษ​ จะส่งผลให้ทักษิณออกจากโรงพยาบาลตำรวจได้เร็วกว่าการใช้ระเบียบนอนนอกคุก 

สำหรับระเบียบกรมราชทัณฑ์ว่าด้วยการดำเนินการสำหรับการคุมขังในสถานที่คุมขัง พ.ศ.2566 เป็นแนวปฏิบัติที่กระทรวงยุติธรรมจะเร่งดำเนินการให้เห็นผลเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด เพราะสามารถแก้ปัญหานักโทษล้นคุก และความแออัดในเรือนจำได้ เนื่องด้วยปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ต้องขังอยู่ในเรือนจำด้วยความแออัด ติดเป็นอันดับ 6 ของโลก ซึ่งการผลักดันระเบียบฉบับนี้ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกรณีการรับโทษของ "ทักษิณ" แต่อย่างใด

เกณฑ์"พักโทษ - พักการลงโทษ"

เมื่อมาดูเนื้อหาเกณฑ์ที่จะใช้พิจารณาการปล่อยตัวนักโทษเด็ดขาดออกมาอยู่นอกเรือนจำก่อนครบกำหนดโทษ ภายใต้เงื่อนไขการคุมความประพฤติ และจะพึงกระทำได้เมื่อนักโทษเด็ดขาดนั้นได้รับโทษมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของกำหนดโทษตามหมายศาลในขณะนั้น และให้กำหนดไม่น้อยกว่า 1 ปี แต่ไม่เกินกำหนดโทษที่ยังเหลืออยู่ คือ 

  • ต้องรับโทษมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 
  • แต่จำนวนโทษ 1 ใน 3 ให้ปรับไปตามกำหนดโทษล่าสุดที่ต้องรับ หลังการลดโทษ 

สำหรับกรณีขอทักษิณนั้น นับ 1 ใน 3 จากโทษที่เหลือ คือ 1 ปี เท่ากับ 4 เดือน ดังนั้น การอนุมัติหรือไม่อนุมัติให้นักโทษคนใดได้รับการพักโทษหรือไม่นั้น จึงเป็นอำนาจของคณะกรรมการ ซึ่งมีหลายระดับประกอบด้วย 

  • คณะกรรมการส่วนกลาง 
  • คณะกรรมการเรือนจำ 
  • เรือนจำกลาง หรือ เรือนจำภูมิภาค 


สำหรับคณะกรรมการส่วนกลาง ประกอบด้วย  

  • ปลัดกระทรวงยุติธรรม (เดิมปลัดกระทรวงมหาดไทย) ประธานกรรมการ
  • ผู้แทนกรมราชทัณฑ์ กรรมการ 
  • ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรรมการ 
  • ผู้แทนกรมการปกครอง กรรมการ 
  • ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด กรรมการ 
  • ผู้แทนกรมคุมประพฤติ กรรมการ

เมื่อดูในรายละเอียดของโครงสร้างคณะกรรมการ จะพบว่าไม่มีรัฐมนตรีรวมอยู่ด้วย 

เมื่อมาดูกฎหมายซึ่งเปิดช่องเอาไว้ : "กรณีมีเหตุพิเศษ จะพักการลงโทษมากกว่าที่กำหนดก็ได้" แต่ต้องผ่านคณะกรรมการพิเศษ อีกชุดหนึ่ง อันประกอบไปด้วย 

  • ปลัดกระทรวงมหาดไทย ประธานกรรมการ
  • ผู้แทนกรมราชทัณฑ์ กรรมการ 
  • ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรรมการ
  • ผู้แทนกระทรวงมหาดไทย กรรมการ
  • ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด กรรมการ


ดังนั้น "กรณีมีเหตุพิเศษ" ซึ่งไม่มีเขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจน แต่เป็นที่ทราบกันว่า เมื่อมีเรื่องของปัญหาสุขภาพ โรคภัยไข้เจ็บ และระยะเวลาของโทษจำคุกที่ยังเหลืออยู่ เช่น เหลือไม่ถึง 1 ปี มีปัญหาสุขภาพ ก็มีโอกาสได้พักโทษสูงมาก

ข่าวล่าสุด