อย่างไรก็ตามนายเฉลิมชัย ยังยกรัฐธรรมนูญมาตรา 29 วรรค 2 ที่บอกว่า หากไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดถือว่าไม่มีความผิด จึงต้องได้รับการคุ้มครองตามสิทธิ์ แต่กลับโดนกระบวนการศาลเตี้ยตัดสินไปแล้ว
เมื่อถามว่าทำไมถึงเข้าใจว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องทางการเมือง นายเฉลิมชัย กล่าวว่า ตนเป็นนักการเมืองจึงมองเป็นเรื่องอื่นไม่ได้และเชื่อมั่นว่าทุกฝ่ายรู้ว่าตนไม่เกี่ยวข้อง จึงพยายามดึงคนรอบข้างของตนเองให้เกี่ยวข้อง ทำให้มองเป็นเรื่องอื่นไม่ได้ จึงตีความได้แค่เรื่องเดียวว่าเป็นเรื่องการเมือง และคิดว่าไม่เกี่ยวข้องกับการถูกสกัดไม่ให้ร่วมรัฐบาล
ขู่ฟ้องคนทำให้เสียหาย
นอกจากนี้ นายเฉลิมชัย ยังไม่ได้ปฏิเสธว่านาย หลี่ เซิ่งเจียว (เฮียเก้า) ไม่ใช่ญาติ แต่ไม่ใช่พี่น้องกัน และมีความพยายามโยงว่าใกล้ชิดกัน พร้อมถามหาจรรยาบรรณสื่อมวลชนหากได้รับผลกระทบจากการนำเสนอข่าวตนจะฟ้องแน่นอน ตนไม่ได้กลั่นแกล้งหรือระรานใคร จะทำเพื่อปกป้องตนตัวเองและองค์กรที่ตนเองอยู่ไม่ให้เกิดความเสียหายเท่านั้น
ส่วนภาพที่ปรากฏเป็นข่าวเดินทางไปพบกับประธานหอการค้าวิสาหกิจจีน นั้นเป็นการได้รับเชิญ เนื่องจากเคยทำงานร่วมกันตั้งแต่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำให้มีภาพร่วมเฟรมกับเฮียเก้า ดังนั้นการบิดเบือนหรือความไม่รู้ของอดีตแม่ยกประชาธิปัตย์ อาจกระทบต่อการลงทุนของประเทศได้