สำหรับกรณีที่ "ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า" รมว.เกษตรและสหกรณ์ ให้สัมภาษณ์ในทำนองขู่ดีเอสไอ เรื่องการสอบสวนคดีหมูเถื่อน หลังเตรียมเรียกข้าราชการระดับสูงในกรมปศุสัตว์มาให้ข้อมูล ว่า ตนไม่ได้ฟังคำให้สัมภาษณ์ของ ร.อ.ธรรมนัส แต่ยืนยันว่าดีเอสไอ มีหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานทุกชนิด เพื่อพิสูจน์ความจริง และมองว่าไม่ใช่การขู่ แต่น่าจะเป็นการเตือนมากกว่า
"ยืนยันเราทุกอย่างตรงไปตรงมาตามข้อเท็จจริง และย้ำว่าคดีดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง แต่เป็นความผิดทางอาญา ความผิดทางศุลกากรและการฟอกเงิน ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง" พ.ต.ต.ยุทธนา กล่าว
"อัจฉริยะ" พาพยานปากสำคัญเข้าพบดีเอสไอ
นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม นำพยานปากสำคัญในขบวนการสวมสิทธิ์ตีนไก่ที่เคยได้ให้ข้อมูลกับกรมสอบสวนคดีพิเศษมาตั้งแต่ปี 2565 มาเข้าพบพนักงานสอบสวน กองคดีภาษีอากร กรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อขอเข้ารับการคุ้มครองพยาน เนื่องจากเคยให้ข้อมูลจนสามารถขยายผลจับกุมขบวนการของเฮียเก้าได้ แต่สุดท้ายพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ กลับไม่นำหลักฐานประกอบไว้ในสำนวน
และยังถูกนายหยาง หนึ่งในผู้ต้องหาชาวไต้หวัน ที่อยู่ในขบวนการสวมสิทธิ์ตีนไก่ที่เข้ามอบตัววานนี้ ขู่ฆ่ามาตั้งแต่ปี 2565 แต่ยังถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษเรียกเข้ามาให้ข้อมูล ตนจึงเห็นว่ามีความไม่ชอบมาพากล และเป็นห่วงความปลอดภัย โดยจะพาเข้าพบพันตำรวจเอกณัฐพล ดิษยธรรม หัวหน้าชุดสอบสวนคดีหมูเถื่อนด้วย
หวั่น "ดีเอสไอ" ทำคดีหมูเถื่อน เป็นมวยล้มต้มคนดู
โดยนายอัจฉริยะ ยังกล่าวตัดพ้อว่า ขณะนี้ ตนเหลือความเชื่อมั่นในกรมสอบสวนคดีพิเศษ ไม่ถึงร้อยละ 30 มีเพียงพนักงานสอบสวนบางกลุ่มที่ยังเชื่อใจได้ไม่กี่คน เช่น พันตำรวจเอกณฐพล ดิษยธรรม หัวหน้าชุดคดีหมูเถื่อน เนื่องจากข้อมูลทุกอย่างที่สอบสวนคดีพิเศษใช้ดำเนินการจับกุมขบวนการค้าสัตว์เถื่อน กว่า 80% มาจากตนเอง แต่กลับยังไม่สามารถจับกุมไปถึงนักการเมืองที่อยู่เบื้องหลังได้ ทั้งๆที่ตนให้ข้อมูลไปทั้งหมด
ผลที่เกิดขึ้นทำให้ตนเองเริ่มไม่เชื่อมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ของกระทรวงยุติธรรมและกรมสอบสวนคดีพิเศษ เนื่องจากเห็นตัวอย่างจากกรณีขบวนการค้าหมูเถื่อนก่อนหน้านี้ ที่กระบวนการเข้าตรวจสอบชะงักกลางคัน และไม่เดินหน้าต่อทั้งที่มีพยานหลักฐานที่สามารถเชื่อมโยง ไปถึงอดีตรัฐมนตรี ป. ปลา ซึ่งเป็น ผู้บงการรายใหญ่ในขบวนการ
อีกทั้งยังไม่มีการเข้าตรวจค้นห้างสรรพสินค้าดังตัวย่อ ตัวแอล ทั้งที่มีการนำหมูเถื่อนไปไปขายให้กับประชาชนเช่นกัน จนสุดท้ายก็ดังกล่าวก็เงียบหายไป
ซึ่งตนมองว่า คดีสวมสิทธิ์ตีนไก่เถื่อนนี้ก็เชื่อว่ามีแนวโน้มจะเงียบหายไปด้วยเช่นกัน เพราะมีการใช้อิทธิพลจากนักการเมืองเข้ามาแทรกแซง วิ่งเต้น และรับผลประโยชน์กัน
เตรียมยื่นหนังสือผ่าน "รังสิมันต์ โรม" ช่วยตรวจสอบ
ดังนั้นจึงเห็นว่า หลังจากนี้คงต้องพึ่งพาฝ่ายค้าน โดยในวันพฤหัสบดีที่ 28 มกราคมนี้ จึงจะนำหนังสือถ้าหลักฐานทั้งหมดไปยื่นให้กับนายรังสิมันต์ โรม สส. บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐกิจการชายแดนไทยยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ตรวจสอบและกดดันการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเอาผิดผู้กระทำผิดให้ได้ต่อไป
ขอนายกฯ ติดตามการทำงานเจ้าหน้าที่คดีหมูเถื่อน
นายอัจฉริยะยังฝากไปถึงพันตำรวจเอกทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ซึ่งในช่วงบ่ายวันนี้ มีรายงานว่านายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ และตัวแทนฝ่ายกฎหมายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะเข้าพบ โดยมีข้อมูลว่าเป็นการไปร้องขอไม่ให้ออกหมายจับตัวเองและข้าราชการระดับสูงในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยอ้างว่าเป็นข้าราชการระดับสูงและมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ไม่หลบหนีนั้น ซึ่งนายอัจฉริยะกล่าวว่า ส่วนตัวแล้วรู้ข้อมูลทุกอย่าง ดังนั้นจึงไม่ควรปกป้อง และไม่ควรใช้อำนาจสั่งการควบคุมไม่ให้พนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษไม่สามารถดำเนินคดีจนถึงที่สุดได้ อย่าทำมวยล้มต้มคนดู
นอกจากนี้ ยังอยากให้นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีได้เข้ามาติดตามการทำงานของเจ้าหน้าที่อย่างใกล้ชิด ให้เหมือนกับสมัยที่พันตำรวจตรี สุริยา สิงหกมล อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่รับผิดชอบเรื่องหมูเถื่อนในขณะนั้นด้วย
ทั้งนี้ นายอัจฉริยะยังกล่าวว่า ในคดีลักษณะดังกล่าว ที่เกี่ยวกับเจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำความผิด มักจะมีการส่งสำนวนให้ ป.ป.ช.พิจารณาชี้มูล แต่กลับไม่ดำเนินคดีอาญา เพราะมีเจตนาปกป้องกลุ่มผู้กระทำความผิดที่มีผลประโยชน์ต่อกัน ซึ่งตนเองเชื่อมั่นว่าหากดำเนินคดีอาญาผู้กระทำผิดจะต้องถูกลงโทษทั้งหมด เนื่องจากมีพยานหลักฐานแน่นหนาเพียงพอ