เนชั่นทีวี

การเมือง

"ถวิลวดี"แนะกมธ.ตำรวจควรใช้กลไกลอื่นหลังเยือนชั้น 14 ไร้ผล

13 ม.ค. 2567 | chairat_pat

"ถวิลวดี"แนะกมธ.ตำรวจควรใช้กลไกลอื่นหลังเยือนชั้น 14 ไร้ผล

"ถวิลวดี บุรีกุล" มองไร้ความหมายหลัง กมธ.ตำรวจ ยกโขยงเยือนชั้น 14 แนะใช้กลไกอื่นตรวจสอบ ก่อนเครดิตประเทศไม่เหลือในสายตาประชาชน ปล่อยคนๆเดียวให้มีอิทธิพล เปิดผลสำรวจ "ดัชนีประชาธิปไตย" สะท้อนระบบราชการโดยเฉพาะยุคพลเรือนปิดกั้นกว่าลุงตู่

13 มกราคม 2567 จากการที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร ที่มี "นายชัยชนะ เดชเดโช" สส.นครศรีธรรมราช และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้นำคณะ กมธ. เข้าดูงานยังโรงพยาบาลตำรวจ เมื่อวันที่ 12 ม.ค. ที่ผ่านมา พร้อมทั้งได้มีโอกาสขึ้นชั้น 14 ซึ่งเป็นที่พักรักษาตัวของ "นายทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี 

โดย "ดร.ถวิลวดี บุรีกุล" รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า มองว่า หน้าที่การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ น่าจะทำได้มากกว่านี้ ทั้งโดยกลไกของฝ่ายนิติบัญญัติ คือ สภาผู้แทนราษฎร และกลไกอื่นๆ ซึ่งในส่วนของสภา โดยกลไก กมธ. มีภารกิจในการตรวจสอบอยู่แล้ว และวิธีการตรวจสอบ ก็มีหลายวิธี ตั้งแต่เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจง ทำหนังสือขอข้อมูล และลงพื้นที่ไปตรวจสอบเอง 

สำหรับกรณีของ กมธ.ตำรวจ เมื่อลงพื้นที่ไปแล้วไม่ได้อะไร ไม่ได้ข้อมูลที่ต้องการ ต้องมาคิดกันต่อว่า ต้องทำอย่างไร และมีมาตรการอะไร กับคนที่เกี่ยวข้องหรือคนที่มีหน้าที่ แต่กลับไม่ทำหน้าที่ หรือไม่สามารถอธิบายหน้าที่ที่ทำให้ประชาชนเชื่อมั่นได้ 

 

"การทำงานของ กมธ. ต้องทำให้สำเร็จ เพราะถ้าทำไม่สำเร็จ กลไกรัฐสภาทำอะไรไม่ได้ ประชาชนจะยิ่งขาดความเชื่อมั่น หากเดินต่อเองไม่ได้ อาจต้องใช้กลไกอื่นช่วย โดยผ่านกลไกสภาอีกที เพื่อเพิ่มน้ำหนัก เช่น กลไกองค์กรอิสระ หรือแม้แต่ศาลปกครอง บางกรณีอาจต้องใช้คำสั่งศาล" ดร.ถวิลวดี ระบุ 

อย่างไรก็ตาม ต้องอาศัยการกดดันของประชาชน และสื่อมวลชน ซึ่งก็ทำกันอยู่อย่างเต็มที่ ฉะนั้น กลไกสภาต้องทำให้สำเร็จ เพราะหากกลไกตรวจสอบปกติทำงานไม่ได้ ประชาชนจะไม่เชื่อมั่น เป็นความไม่เชื่อมั่นทั้งกลไกตรวจสอบ และหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบในเรื่องนั้น ส่งผลในท้ายที่สุด คือ เครดิตประเทศไม่มีเหลือในสายตาประชาชน และไม่มีองค์กรไหนพึ่งหวังได้เลย ทำให้กลไก Balance of power พังทลาย 

ขณะเดียวกัน ส่วนตัวเสนอว่า นอกจากกดดันไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กลไกสภาต้องกดดันไปยังรัฐบาลด้วย ซึ่งที่ผ่านมายังทำน้อยเกินไป ต้องบอกให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าใจว่า เมื่อตอบแล้วคนไม่เชื่อ จะทำอย่างไร แสดงว่าสังคมต้องการความโปร่งใสมากกว่านี้ เช่น ให้เห็นตัวได้หรือไม่ ความเชื่อมั่นต่อแพทย์ยังมีอยู่ไหม และแพทย์ต้องทำอย่างไร สังคมจึงจะเชื่อ 

 

"หากปล่อยให้เรื่องนี้เป็นปริศนาต่อไป กลายเป็นว่าเรายอมให้คนๆเดียว มีอิทธิพลต่อการเดินหน้าประเทศไทย ทั้งในกระบวนการนิติบัญญัติ และกระบวนการยุติธรรม ขณะที่นายกรัฐมนตรีเอง ก็ไม่ทำหน้าที่หรือใส่ใจดูแลเรื่องนี้ เครดิตของพรรคแกนนำรัฐบาลก็จะลดลงเรื่อยๆ" รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าว

นอกจากนี้ จาการทำผลสำรวจ "ดัชนีประชาธิปไตย" รอบล่าสุด หลังการเลือกตั้งและมีรัฐบาลใหม่ ซึ่งทำต่อเนื่องมานานกว่า 20 ปี พบว่าผลสำรวจออกมาไม่ได้ดีขึ้นเลย ไม่ดีกว่าสมัย "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" โดยเฉพาะความเชื่อมั่นต่อระบบราชการ การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารก็แย่ลง การแสดงออกทางความคิดก็ไม่ดีขึ้น 

ดร.ถวิลวดี ย้ำว่า แม้แต่ตนเองการสำรวจความคิดเห็นแบบที่ทำอยู่นี้ เคยทำได้อย่างเสรี แต่ตอนนี้ทำไม่ได้ ขอข้อมูลหน่วยงานรัฐไม่ได้ เพราะหน่วยงานแจ้งว่ากลัวรัฐบาล ทั้งๆ ที่เป็นรัฐบาลพลเรือน แสดงว่ารัฐบาลพลเรือน ปิดกั้นยิ่งกว่ารัฐบาลทหาร 

 

"หากปล่อยให้สถานการณ์เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ ประชาชนจะหมดความอดทน เพราะที่ผ่านมาก็อดทนมามากแล้ว โดยเฉพาะการอดทนให้พรรคเพื่อไทยตั้งรัฐบาลข้ามขั้ว เพราะคิดว่าจะทำงานได้ แต่ปรากฏว่างานเพื่อประชาชน ยังไม่เห็นเป็นรูปธรรม มีแต่การดูแลบุคคลบางคนเป็นการเฉพาะ ทำให้ประชาชนไม่มีความสุข" ดร.ถวิลวดี ระบุ

 

ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้นสะท้อนว่า กระบวนการยุติธรรมไม่นำไปสู่ความเป็นธรรม ประชาชนที่ติดคุกอยู่ ญาติพี่น้องติดคุก เจ็บป่วย ก็เฝ้ารอว่า เมื่อไหร่จะได้สิทธิแบบนี้บ้าง ปัญหาทั้งหมดส่งผลทั้งเรื่องธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และหลักนิติธรรม ทุกเรื่องไปต่อไม่ได้เลยจากคนเพียงคนเดียว

ข่าวล่าสุด