นายชัยธวัช ยังกล่าวถึง วันที่ 24 มกราคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญ นัดอ่านคำวินิจฉัยกรณีคุณสมบัติ สส.ของ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หากสามารถกลับมาทำหน้าที่ได้ต่อ จะวางบทบาทไว้ตรงไหน ว่า แน่นอนตามที่ตนได้เคยแถลงครั้งประชุมสมัยวิสามัญ พรรคก้าวไกล ที่มีการเปลี่ยนคณะกรรมการบริหารพรรคและหัวหน้าพรรค
ตนได้แถลงอย่างชัดเจนแล้วว่า เป็นการปรับคณะกรรมการบริหารพรรคชั่วคราวเท่านั้น เพื่อรอการประชุมใหญ่สามัญของพรรคจริงๆ ในเดือนเมษายน 2567 ดังนั้นหาก นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ได้กลับมาทำหน้าที่ สส.อีกครั้ง ตนเชื่อว่าสมาชิกพรรคจะสนับสนุนให้ นายพิธา เป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่อีกครั้ง
เมื่อถามว่า รู้สึกอย่างไร ที่ต้องมาเป็นหัวหน้าพรรคเฉพาะกิจแทนนายพิธา นายชัยธวัช กล่าวว่า ตนมีความสุขกับการทำงานทุกวัน ทุกบทบาท เพราะสิ่งที่อยากเห็นสำหรับประเทศนี้ ยังไปไม่ถึง ตนยังมีความหวัง ยังมีความฝัน มีเป้าหมายที่อยากจะทำ และคิดว่าสังคมแบบที่เราอยากเห็น ไม่ได้ใช้เวลาเพียงช่วงข้ามคืน แต่ต้องสะสมการเปลี่ยนแปลง ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ แต่การผลักดันด้วยการทำงานของเรา เชื่อว่าจะเร่งการเปลี่ยนแปลงได้ และบทบาทของพรรคอนาคตใหม่มาถึงพรรคก้าวไกลคือ เป็นตัวเร่งในการเปลี่ยนแปลง เช่น
การที่สภาฯรับหลักการ พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม เรามีความภูมิใจที่เป็นส่วนหนึ่งในการทำงานผลักดันทางความคิดแก่คนในสังคมมาไม่ต่ำกว่า 4 ปี จนกระทั่งทุกภาคส่วน หลายพรรคการเมือง พร้อมสนับสนุนสิ่งนี้ ซึ่งหากนึกภาพการเมืองในสภาฯก่อนมีพรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล คงนึกไม่ถึงว่า เราจะมีการพิจารณาเรื่องแบบนี้ในรัฐสภาไทย วันนี้ถือเป็นความสำเร็จของสังคมไทยร่วมกัน