แต่การกระทำโดยวิธีการเหล่านี้ ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง จนเคยชินกลายเป็นวัฒนธรรมการปกครองของไทย โดยไม่มีความผิดใดๆ ข้อกังขาและการกระทำดังกล่าวนี้ เป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้น ที่ทำให้ รัฐธรรมนูญไร้ศักดิ์ศรี รัฐสภาไร้เกียรติ อำนาจประชาชนถดถอย วัฒนธรรมจริยธรรมแห่งระบบประชาธิปไตยถูกละเลยรัฐธรรมนูญเป็นแค่กระดาษ เท่ากับว่าอำนาจประชาธิปไตยของประชาชน ไม่ได้มีอยู่จริง
ประธานรัฐสภา กล่าวต่อ 10 ธ.ค.ปีนี้ ขอให้เป็นรัฐธรรมนูญแห่งความหวังของประชาชน เป็นวันที่จะสถาปนาระบบรัฐสภา ให้เป็นสถาบันการเมืองของประชาชนและระบอบประชาธิปไตยของประเทศ ที่จะต้องพิทักษ์ความเป็นสิทธิมนุษยชน เป็นวันแห่งสันติภาพ อิสรภาพ เสรีภาพ
หวังว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญในอนาคต จะช่วยลดบรรยากาศความขัดแย้ง ระหว่างรัฐกับประชาชน และประชาชนกับประชาชน โดยใช้กลไกลระบบรัฐสภา ในการคุ้มครองประชาชนอย่างสมดุล เพื่อรักษาอำนาจของประชาชน ไม่ให้ตกอยู่กับคนในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
ด้าน นายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตประธานรัฐสภา ปาฐกถาพิเศษ "ความสำคัญของวันรัฐธรรมนูญ" โดยเล่าย้อนถึงภาพรวมพัฒนาการ และวิวัฒนาการของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทั้ง 20 ฉบับ ตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 และมีรัฐธรรมนูญฉบับแรก จนถึงฉบับปัจจุบัน พร้อมกล่าวตอนหนึ่งว่า
การเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปในรอบ 90 ปี ตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 มีรัฐธรรมนูญฉบับแรก มันทำให้คนที่รังเกียจการเมือง แต่รู้ว่าการเมืองมีประโยชน์ต่อธุรกิจที่เปลี่ยนไป รัฐธรรมนูญสมัยนี้ก็เปลี่ยนไป คนเข้ามามีอำนาจ บันดาลได้ สามารถรู้ว่างบประมาณปีนี้มีเท่าไร ถ้ายิ่งเป็นเจ้าของบริษัทก่อสร้าง จะรู้ได้เลยว่ามีเท่าไร ยืนยันว่า ตนเข้ามาในระบบไม่ใช้เงิน ตนรับไม่ได้ และรณรงค์เพราะเห็นความจริงว่า การเมืองของเราถ้าใช้เงินต้องโกง
นายชวน กล่าวอีกว่า ไม่มีเรื่องการลงทุน 50 ล้านบาท แล้วเอาคืนเดือนละแสน ตัวเองไม่โกง พรรคก็ต้องโกง อย่าไปคิดว่าต้องเป็นรัฐบาลแล้วโกง ฝ่ายค้านก็โกงได้ เพราะมีการประสานผลประโยชน์กัน ดังนั้นรัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายหลักของประเทศสำคัญก็จริง แต่คนก็ต้องดีด้วย ไม่ใช่ดีแต่คำพูด ไม่ใช่ดีแต่บอกว่าปฏิรูปการเมืองไม่ใช่ไม่ดี แต่ต้องบอกว่าทำให้การเมืองซื่อสัตย์ กฎหมายดีคนก็ต้องดีด้วย ตนหวังว่าทุกคนจะได้มีส่วนสนับสนุนการปกครองในระบอบประชาธิปไตยให้มั่นคงสืบไป
ขณะที่ นายนิกร จำนง ประธานคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับแนวทางในการทำประชามติ เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 กล่าวถึงการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนว่า ได้ดำเนินการครบทั้ง 4 ภาคแล้ว ซึ่งได้รับคำตอบภาพรวมค่อนข้างดี โดยประชาชนอยากให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และอยากให้มีการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้น ซึ่งจะมีการสรุปปัญหาเพื่อกำหนดในรัฐธรรมนูญ โดยคณะอนุกรรมการฯ จะต้องรวบรวมเพื่อส่งให้ ส.ส.ร.ที่จะมีขึ้น
ส่วนการขอความเห็นจากสมาชิกรัฐสภานั้น นายนิกร เปิดเผยว่า ได้ทำจดหมายไปถึงนายวันมูหะหมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้ว โดยจะมีการสอบถามความคิดเห็น สส. ระหว่างวันที่ 13-14 ธ.ค. และสมาชิกวุฒิสภา ได้พูดคุยกับนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา จะเป็นวันที่ 18-19 ธ.ค.นี้
หลังจากนั้นในวันที่ 22 ธ.ค. คณะอนุกรรมการฯ จะสรุปงาน และถือว่าเสร็จภารกิจในห้วงนี้แล้ว ขณะที่ นายภูมิธรรม เวชยชัย ในฐานะประธานคณะกรรมการฯชุดใหญ่ จะเรียกประชุมคณะกรรมการ เพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางในการทำประชามติ เพื่อแก้ไขปัญหาความเห็นที่แตกต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ในวันที่ 25 ธ.ค.เพื่อหาข้อสรุปก่อนสิ้นปี
อย่างไรก็ตาม คณะอนุกรรมการชุดของนายวุฒิสาร ตันไชย ที่จะพิจารณาเรื่องประชามติเชิงกฎหมายได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมา เพื่อพิจารณาข้อกฎหมายโดยเฉพาะว่า หากจะแก้ พ.ร.บ.ประชามติ โดยเฉพาะในมาตรา 13 เรื่องผลผู้ออกมาใช้สิทธิ์ลงคะแนน เพื่อหาแนวทางแก้ไขให้การดำเนินการจัดการประชามติออกมาได้ง่ายขึ้น
นอกจากนี้ ในวันพรุ่งนี้ (11 ธ.ค.) ตนจะพบและหารือกับเอกอัครราชทูตสวิตเซอร์แลนด์ และคณะทำงานของอนุกรรมการ เพื่อขอรับฟังความคิดเห็นและศึกษาแนวทางของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เนื่องจากเป็นประเทศที่ทำประชามติเป็นจำนวนมาก และใช้อย่างมีนัยสำคัญ เพื่อจะได้ดูว่าจะใช้งบลดลงได้หรือไม่ ทำเพื่อเรื่องอื่นๆนอกเหนือจากรัฐธรรมนูญได้หรือไม่
สำหรับการประชุมคณะกรรมการชุดใหญ่ ในวันที่ 25 ธ.ค. นายนิกร เปิดเผยว่า จะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนออกมาในแนวทางใด แต่สิ่งสำคัญคือ ความเห็นของสมาชิกรัฐสภา ที่ต้องตอบในฐานะผู้ที่จะลงคะแนนในเรื่องนี้ด้วย