ด้าน นายชัยชนะ เดชเดโช รักษาการรองเลขาธิการพรรค กล่าวว่า วันนี้เป็นจุดเริ่มต้น ที่จะเข้าสู่ปีที่ 78 โดย สส.เห็นตรงกันว่า นายเฉลิมชัยทุ่มเท เหน็ดเหนื่อยเพื่อพรรค ไม่มีข้อครหาทุจริตคอรัปชัน การที่จะไปกล่าวหาใครที่ขึ้นมาบริหารพรรคแล้วทำอย่างโน้นอย่างนี้ นั่นเป็นความฝัน ห่วงพรรคกับหวงอำนาจมันต่างกัน วันนี้ตนในฐานะน้องคนเล็ก ไม่ว่าพายุ อุทกภัย ความแปรปรวนจะเข้ามาอย่างไร จะไม่สามารถทำให้เราสามคน ทั้งนายเฉลิมชัย นายเดชอิศม์ และนายนราพัฒน์ ที่เป็นลูกผู้ชายแตกแยกกันได้
ส่วน นายนริศ ขำนุรักษ์ อดีต สส.พรรค กล่าวว่า ขนะนี้พรรคทรุดโทรมตกต่ำเป็นอย่างยิ่ง และคาดว่าจะทรุดโทรมไปมากกว่านี้ ดังนั้นนายเฉลิมชัยจึงเหมาะที่จะเข้ามาฟื้นฟู ขอให้ท่านรับตำแหน่งนี้ และพวกเราไว้วางใจรอดูผลงานของท่านว่าจะเกิดอะไรขึ้น เชื่อว่าเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน
หลังจากนั้น นายเฉลิมชัย กล่าวเปิดใจว่า เข้าใจความรู้สึกความห่วงใยของสมาชิกทุกคน ต้องตัดสินใจว่าพรุ่งนี้ (9ธ.ค.) จะเดินหน้าต่อหรือไม่ วันนี้มารู้ถึงความรู้สึกและเหตุผลของ สส. และสมาชิกพรรค ตนไม่เคยใช้อำนาจและยึดหลักการของพรรคประชาธิปัตย์มากคนหนึ่ง ไม่เคยสั่งให้ทำโน่นทำนี่ เพราะฉะนั้นตนก็ยังเป็นตน และต้องมีคำตอบให้กับตัวเองไม่ต้องห่วงว่าเคยพูดอะไรไป ตนรู้ว่าตนเคยพูดอะไรไป
ทั้งนี้ แต่อีกมุมหนึ่งทุกคนก็ต้องรู้ว่า เพราะอะไรมีความจำเป็นต้องพูดอย่างนั้น ยืนยันจะไปคุย สส. อีกครั้งว่าเกิดอะไรขึ้นกับพรรคประชาธิปัตย์ อึดอัดตรงไหน พร้อมย้ำว่า ทุกคนรู้ว่าตนรักพรรคประชาธิปัตย์ ประชาธิปัตย์คือส่วนหนึ่งของตัวตน ทุกคนจึงมีความรู้สึกว่า ตนควรจะกลับเข้ามา ตนก็เป็นคน การตัดสินใจไม่ว่าอะไรก็มีแต่เสมอตัวกับขาดทุน
"ผมมีสำนึก สิ่งที่ผมเรียกหากับประชาธิปัตย์ที่ผ่านมาคือ สำนึก วันนี้สิ่งที่พูดไปผมเป็นศพไปแล้ว เหลือแต่วิญญาณ และวิญญาณผมก็ยังมีคุณค่า ถึงผมจะมีแค่วิญญาณ ผมก็สำนึก จึงจะคุยบวก ลบ คูณ หารเหตุผล ถ้าจะทำให้ประชาธิปัตย์เดินหน้าไปได้ก็จะพิจารณา แต่ถ้ามีเหตุการณ์ที่ทำให้ประชาธิปัตย์ต้องแตก เลือดไหลไม่หยุด ก็ต้องพิจารณาเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตามพรุ่งนี้ จะมีคำตอบอย่างแน่นอน" นายเฉลิมชัย กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเย็นวันนี้นายเฉลิมชัยได้เชิญ สส. ไปพูดคุยเพื่อซักถามเหตุผลที่แท้จริง ที่บ้านพักก่อนตัดสินใจว่าจะลงสมัครชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคในวันที่ 9 ธ.ค.นี้หรือไม่
ขณะที่ "นายวิรัช ปิยพรไพบูลย์" นายกสมาคมอุตสาหกรรมสับปะรดไทย เจ้าของโรงงานสับปะรดกระป๋องที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ , อดีตประธานหอการค้า และสภาอุตสาหกรรมประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นพี่ชายแท้ๆ ของ นายเฉลิมชัย และยังเป็นบิดาของ นายจักพันธ์ ปิยพรไพบูลย์ สส.เขต 2 ประจวบคีรีขันธ์ พรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์หลังจากน้องชายได้รับการเสนอชื่อลงชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค ระบุว่า ตนเองยังไม่ทราบรายละเอียด ถือเป็นเรื่องที่สมาชิกพรรคจะดำเนินการไป ทุกอย่างอยู่ที่สมาชิกพรรค
ทั้งนี้ ส่วนตัวไม่ได้เจอกับนายเฉลิมชัย และไม่ได้ถามด้วย เพราะเรื่องวุ่นๆ แบบนี้ตนเองไม่อยากยุ่งเกี่ยว ขณะเดียวกันน้องชายก็ไม่ได้หารือมา เพราะนายเฉลิมชัยทราบ ถ้าตนเองมีความเห็นอะไ รก็จะบอกไปเอง แต่ตนเองเฉยๆ ส่วนเป็นเวลาที่เหมาะสมแล้วหรือไม่ หรืออาจมีเบื้องหน้าเบื้องหลังอย่างไรนั้น ตนเองไม่ทราบ แต่ขณะนี้พรรคค่อนข้างแตกแยกวุ่นวาย ก็อาจต้องการคนที่สามารถประสานความสามัคคีภายในพรรคได้
"ไม่ทราบว่ามาก่อนว่า นายเฉลิมชัย จะได้รับการทาบทามเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ถือเป็นเรื่องที่สมาชิกพรรคและกรรมการพรรคจะพิจารณากัน สำหรับการลงคะแนนคัดเลือกในวันพรุ่งนี้ ผมเองจะเดินทางไปด้วย" นายวิรัช ระบุ
เมื่อถามว่า พรุ่งนี้จะได้หัวหน้าพรรคคนใหม่หรือไม่ นายวิรัช หัวเราะเบาๆ ก่อนตอบว่า ถึงเวลาต้องเลือกแล้ว ถ้าไม่เลือกก็ไม่ได้ ส่วนจะมีภาพความแตกแยกลักษณะที่ผู้แพ้จะออกจากพรรคไปอีกหรือไม่ ตนเองไม่สามารถตอบได้ ในระบอบประชาธิปไตย แพ้ชนะถือเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อทุกคนบอกว่าเป็นนักประชาธิปไตย แพ้ก็ต้องแพ้ ชนะเป็นชนะ ว่ากันไป
สำหรับความชัดเจนว่า นายเฉลิมชัย จะลงชิงตำแหน่งด้วยหรือไม่ ส่วนตัวไม่เคยคุยกันเรื่องนี้ เพราะนายเฉลิมชัย ก็ยังไม่ตัดสินใจอะไร เท่าที่ฟังคือไม่ใช่ความคิดของนายเฉลิมชัย เป็นการเสนอขึ้นมา ทั้งนี้ นักการเมืองทุกคนก็หวังที่จะเดินไปข้างหน้า แต่ก็ไม่แน่ นักการเมืองใหญ่ๆ หลายคน ถึงเวลาก็เปลี่ยนแปลง สำหรับตนเองเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์มากว่า 50 ปี ด้านนายเฉลิมชัยก็ไม่เคยพูดว่าจะไปไหน
ผู้สื่อข่าวยังถามย้ำว่า พรุ่งนี้จะได้หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ตัวจริงแน่นอนหรือไม่ นายวิรัช กล่าวว่า วันนี้คงมาถึงแล้ว