“ตำแหน่งผู้นำประเทศ อยู่ในตำแหน่งที่มีความรับผิดชอบที่สูง มีหลายภาคส่วนที่ต้องดูแลแก้ไขปัญาหา เสียสมาธิเสียกำลังใจคงไม่มี คงไม่มีสิ่งที่จะเสียกำลังใจเสียสมาธิ เพราะจะเป็นข้ออ้างไม่ได้ที่จะไม่ทำงาน วันนี้ก็ทำงานอย่างเดียว ไม่เสียกำลังใจครับ ไม่เสียสมาธิครับ” นายเศรษฐา ระบุว่า
เมื่อถามว่าจะมีเทคนิคแก้เศรษฐกิจอย่างไรให้เติบโตไวกว่านี้ ก่อนที่โครงการดิจิทัลวอลเล็ตจะออกมา เนื่องจาก GDP ในไตรมาสสามอยู่ที่ 1.5% นายเศรษฐา ระบุว่า โครงการดิจิทัลวอลเล็ต นโยบายกระตุ้นการท่องเที่ยว นโยบายซอฟท์พาวเวอร์ และแก้หนี้สินนอกระบบ ก็ถือว่าเป็นนโยบายใหญ่ทั้งหมด ซึ่งบางอย่างก็ทำได้ทันที บางอย่างก็ต้องใช้เวลา ซึ่งรัฐบาลจำเป็นต้องมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและทำงานอย่างต่อเนื่อง
ส่วนจะให้ความมั่นใจกับประชาชนอย่างไรเนื่องจากเศรษฐกิจเติบโตเพียงเท่านี้ นายเศรษฐา ระบุว่า ยังคงทำงานอย่างเต็มที่ และถ้าเกิดภาคส่วนใดต้องการความช่วยเหลือ ก็พร้อม เพราะเราเข้าใจความลำบากที่ประชาชนเป็นอยู่ ซึ่งก็พยายามลดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ อยู่ ซึ่งการประชุมคณะรัฐมนตรีแต่ละครั้งก็มีมาตรการต่าง ๆ ออกมา
พร้อมย้ำว่าเราก็พยายามอยู่และรู้สึกตกใจกับตัวเลข GDP ซึ่งการที่ GDP เติบโตเท่านี้ถือว่าพลาดไปสูงมาก เพราะทางเลขาธิการสภาพัฒน์ฯมีการคาดการณ์ไปว่าเศรษฐกิจประเทศจะเติบโตอยู่ที่ 2% ซึ่งถือเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าโครงการดิจิทัลวอลเล็ตต้องเร่งด่วนจำเป็นหรือไม่
ขณะเดียวกันงานเสร็จช้ายังปฏิเสธการตอบคำถามถึงมาตรการทางภาษีในระยะยาวว่าจะออกมาในรูปแบบใด โดยระบุสั้น ๆ เพียง ว่าขอเก็บไว้ก่อน ก่อนที่จะให้สื่อมวลชนถามคำถามต่อไป เนื่องจากหากพูดออกไปแล้วไม่มีอะไรชัดเจน จะกลายเป็นพูดกันไปกันมา ฉะนั้นตนขอพูดเพียงเท่านี้
เมื่อถามว่าระหว่างโครงการดิจิทัลวอลเล็ตและโครงการE-Refund ประชาชนสามารถเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งใช่หรือไม่ นายเศรษฐา ระบุว่า ไม่ใช่ สำหรับผู้ที่เงินเดือนต่ำกว่า 70,000 บาทต่อเดือน สามารถใช้สิทธิได้ทั้ง 2 โครงการ
เมื่อถามถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีเคยระบุว่าก่อนหน้านี้เศรษฐกิจวิกฤตอยู่แล้วและวันนี้มาใช้คำว่าเลวร้ายกว่าที่คิดหมายความว่าอย่างไร นายกรัฐมนตรี ระบุว่า เป็นการยืนยันมากกว่า และสิ่งที่เราคิดมันคืออะไร
เมื่อถามว่าไม่เกินความสามารถของนายกรัฐมนตรีใช่หรือไม่ นายเศรษฐา ปฏิเสธการตอบคำถามก่อนที่จะยิ้มและเดินออกจากวงสัมภาษณ์ทันที