เนชั่นทีวี

การเมือง

"เงินหมื่นดิจิทัล"มองต่างแต่จำเป็น-บทสรุปออกทางไหน?

14 พ.ย. 2566 | chairat_pat

"เงินหมื่นดิจิทัล"มองต่างแต่จำเป็น-บทสรุปออกทางไหน?

"เศรษฐา ทวีสิน" ยืนยันดิจิทัลวอลเล็ตเป็นเรื่องเร่งด่วนต้องดำเนินการเพื่อแก้วิกฤต ขณะที่ "คำนูณ สิทธิสมาน"มองเป็นโครงการดี แต่หวั่นขัดรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะการออก พ.ร.บ.กู้เงิน

14 พฤศจิกายน 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 17.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น ซานฟรานซิสโกช้ากว่าไทย 15 ชั่วโมง) เมื่อวันที่ 13 พ.ย. ที่ผ่านมา โดย "นายเศรษฐา ทวีสิน" นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวถึงกรณี "น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล" รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล ออกมาตอบโต้โดยให้เหตุผลต้องมีการกู้เงินเพื่อทำโครงการดิจิทัลวอลเล็ตเนื่องจากประเทศกำลังมีวิกฤตนั้น ว่า ตนไม่ได้เถียงกับใคร ทุกคนมีความประสงค์ดีกับประเทศชาติทั้งนั้น อย่างที่ตนแถลงว่าวิกฤตไม่วิกฤต จำเป็นไม่จำเป็น ซึ่งส่วนตัวมองเห็นว่าเป็นเรื่องจำเป็น มองเห็นว่าเป็นเรื่องวิกฤตก็แค่นั้น ซึ่งประชาชนก็จะเป็นคนตัดสิน

ส่วนคณะกรรมการกฤษฎีกามีการรายงานความเห็นเพิ่มเติมมาหรือไม่ เนื่องจากมีข่าวว่าคณะกรรมการกฤษฎีกาจะเตือนเรื่องนี้เป็นพิเศษ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ยังไม่ได้คุย ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกาไม่มีคำว่าอาจจะเตือน แต่จะมีแค่คำว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ก็ขอให้รอแล้วกัน แต่รัฐบาลยืนยันว่าเรื่องนี้จำเป็นและเร่งด่วน

ส่วนได้ปรึกษาเรื่องนี้กับ "นายวิษณุ เครืองาม" อดีตรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการกฤษฎีกาหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ไม่มี ตนต้องระมัดระวังในการที่จะคุยตรงนี้ เพราะไม่อยากให้เป็นการล็อบบี้หรือไปพูดคุย การที่ตนได้พูดคุยกับสาธารณชนในเรื่องนี้ก็ได้อธิบายไปแล้วว่ามีความจำเป็นเร่งด่วน จีดีพีไทยเติบโตเท่าไหร่เมื่อเปรียบเทียบกับเพื่อนบ้านอย่างชัดเจนและได้พูดคุยข้อมูลกันอย่างชัดเจนที่สุดแล้ว

ขณะที่ "นายคำนูณ สิทธิสมาน" สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา กล่าวว่า นโยบายดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 ภายหลังรัฐบาลแถลง อย่างน้อยก็มีความชัดเจนว่าจะใช้วิธีการออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กู้เงิน 500,000 ล้านบาท แต่ก็ยังไม่มีความชัดเจนในรายละเอียด

ทั้งนี้ เท่าที่ติดตาม สว.ไม่ได้มีประเด็นที่จะขัดแย้งทางด้านหลักการ แต่มีความเป็นห่วงหากรัฐบาล ออกพ.ร.บ.กู้เงิน จะชอบด้วยกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 140 และพ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง มาตรา 53 ที่กำหนดเงื่อนไขไว้อย่างชัดเจนว่าการจะออกว่าการจะออกพ.ร.บ.กู้เงิน จะทำได้เฉพาะกรณีที่มีความจำเป็น เร่งด่วน ต้องใช้อย่างต่อเนื่องเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตของประเทศ โดยไม่สามารถตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีได้ทัน

อย่างไรก็ตาม แต่ในขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 ที่จะยื่นต่อสภาผู้แทนราษฎรในเดือนธ.ค.นี้ ดังนั้น จึงเห็นในเบื้องต้นว่า การบรรจุเงินที่ใช้ในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจนี้ สามารถบรรจุไว้ในร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 ได้ เพราะจะปลอดภัยกว่า และยังอยู่ในวิสัยที่สามารถทำได้ทัน

 

"หากออกเป็นพ.ร.บ.กู้เงิน จะเป็นการเสี่ยง แต่ถ้าหากต้องใช้เงินในกรณีจำเป็นเร่งด่วน ก็สามารถออกเป็นพ.ร.ก.ได้เช่นเดียวกับในสมัยรัฐบาลที่แล้วช่วงโควิด -19 ซึ่งการออกพ.ร.บ.ใช้เวลานาน เพราะต้องใช้ 2 สภา และไม่ใช่การใช้เงินอย่างต่อเนื่องได้เงินครั้งเดียว แต่โครงการนี้เป็นการใช้งานครั้งเดียว ที่เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการแจกจ่ายให้กับประชาชนตั้งแต่อายุ 16 ปีขึ้นไป 50 ล้านคน คนละ 10,000 บาท ฉะนั้นการใช้เงินต่อเนื่องจึงไม่เข้าเงื่อนไข" นายคำนูณ กล่าว

 

ส่วนจะเป็นการนำเงินมาแก้ปัญหาวิกฤตของประเทศหรือไม่นั้น ส่วนตัวไม่ขอก้าวล่วง เพราะก่อนหน้านี้รัฐบาลได้ชี้แจง แหล่งที่มาของเงินกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 4 ประการ ว่าเป็นเงินในงบประมาณ แต่ในการแถลงรายละเอียดโครงการล่าสุด เป็นหารใช้เงินนอกงบประมาณ แต่หากออกพ.ร.บ.กู้เงินแล้วเป็นไปตามกฎหมาย ตนก็ไม่มีปัญหา แต่ก็ยังเป็นห่วงว่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ก็ยังเป็นเรื่องที่ดีที่นายกรัฐมนตรี ระบุว่าจะไปขอความเห็นจากคณะกรรมการกฤษฎีกา

อย่างไรก็ตาม หน้าที่ตอนนี้คือต้องรอว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะถามคณะกฤษฎีกาว่าอย่างไร และคณะกรรมการกฤษฎีกาจะตอบกลับมาว่าอย่างไร และครม.จะมีมติอย่างไร ที่จะเสนอร่างพ.ร.บ.ต่อที่ประชุมรัฐสภาหรือไม่ หรือจะต้องนำร่างพ.ร.บ.มาดูกันต่อไปว่าถูกต้องตรงตามกฎหมายหรือไม่ ซึ่งการที่จะใช้จ่ายเงินงบประมาณแผ่นดินจะต้องเป็นไปตามมาตรา 140 ของรัฐธรรมนูญ ใน 5 ลักษณะ คือ

  1. กฎหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปี
  2. กฎหมายวิธีการงบประมาณ
  3. กฎหมายโอนงบประมาณ
  4. กฎหมายเงินคงคลัง
  5. กฎหมายวินัยการเงินการคลังของรัฐ


นอกจากนี้ ในกฎหมายวินัยการเงินการคลังของรัฐ มาตรา 53 ได้กำหนดเงื่อนไขว่า ไม่ใช่ทำได้ทุกกรณี ดังนั้น การออกพ.ร.บ.กู้เงิน หากถูกต้องตรงตามเงื่อนไขวินัยการเงินการคลังของรัฐ ก็แปลว่าทำถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 140 แต่หากทำไม่ถูกต้องในกฎหมายวินัยการเกิดการคลัง ของรัฐมาตรา 53 ก็จะขัดรัฐธรรมนูญมาตราดังกล่าว 

 

"ต้องยอมรับว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่ โดยรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 140 แตกต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ โดยมีการเพิ่มการจ่ายเงินแผ่นดิน ออกไปตามช่องทางกฎหมายวินัยการเงินการคลัง ของรัฐเข้ามาอีกฉบับหนึ่ง และกฎหมายฉบับนี้เพิ่งมีเป็นครั้งแรก เมื่อปี 2561" นายคำนูณ ระบุ

 

นายคำนูณ กล่าวต่อว่า หากถามว่าออกกฎหมายกู้เงินได้ไหม ตอบว่าออกได้ แต่เฉพาะ 4 เงื่อนไข คือ

  1. เร่งด่วน
  2. ต่อเนื่อง
  3. แก้วิกฤตประเทศ
  4. อยู่ในช่วงไม่สามารถจัดตั้งงบประมาณได้ทัน


ทั้งนี้ ซึ่งเห็นว่าการที่ไม่สามารถตั้งงบประมาณได้ คือ ส่วนที่สำคัญที่สุด เพราะการจะทำร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 ยังไม่เข้าสู่วาระการประชุมรัฐสภา ดังนั้น รัฐบาลสามารถปรับปรุงแก้ไข ตัดทอนรายจ่ายอื่น มาใช้ในโครงการนี้ได้ และสามารถอยู่ในงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 ได้ เพราะในเจตนารมณ์กฎหมายการเงินการคลัง ต้องการให้การใช้จ่ายทุกประการของแผ่นดิน อยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปีให้มากที่สุด ไม่ต้องการให้รัฐบาลใดๆก็ตาม ออกกฎหมายกู้เงิน มาใช้เป็นเงินนอกงบประมาณโดยปราศจากเงื่อนไข

นอกจากนี้ องค์กรที่เกี่ยวข้องทั้งผู้ตรวจเงินแผ่นดิน และ ป.ป.ช. ก็ตั้งคณะทำงานขึ้นมาตรวจสอบและมองว่า หากรัฐบาลยังจะใช้พ.ร.บ.กู้เงิน เรื่องนี้น่าจะต้องเป็นภาพยนตร์เรื่องยาว ที่จะต้องดูกันต่อไปและมีรายละเอียดทุกขั้นตอน ซึ่งกมธ.พัฒนาการเมืองฯ ยังมองในทัศนคติเชิงบวก ว่าเรื่องนี้ ทุกฝ่ายมีความหวังดีต่อประเทศชาติ อยากทำให้เศรษฐกิจของชาติเจริญเติบโต แต่ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ ก็ต้องศึกษาในเรื่องข้อกฎหมาย เรื่องกระบวนการทางนิติบัญญัติ ในขณะองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้อง ก็ต้องทำตามหน้าที่ ที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้

ส่วนจะไปถึงศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้น มองว่ายังอีกยาวเพราะตามกระบวนการต้องให้พ.ร.บ.ผ่านกระบวนการทั้งสองสภาก่อน และในระหว่างที่รอร่างขึ้นทูลเกล้า สมาชิกสภาใดสภา 1 หรือทั้ง 2 สภา จำนวน 1 ใน 10 สามารถเข้าชื่อยื่นต่อประธานสภาเพื่อยื่นต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัย ซึ่งขั้นตอนกระบวนการตรงนั้นอีกยาว พร้อมย้ำว่าขั้นตอนแรก เป็นขั้นตอนของกฤษฎีกา ก่อนเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร 3 วาระ และวุฒิสภา อีก 3 วาระ แต่หากวุฒิสภาไม่รับหลักการในวาระแรกหรือ ไม่เห็นชอบ วาระที่ 3 ก็ไม่ใช่จุดชี้ขาด วุฒิสภาก็จะส่งกลับไปยังสภาผู้แทนราษฎร เพราะเป็นกฎหมายเกี่ยวกับการเงิน สภาผู้แทนราษฎรก็จะสามารถยืนยันได้เมื่อพ้น 10 วัน ด้วยเสียงเกินกึ่งหนึ่ง ก็ถือว่ากฎหมายฉบับดังกล่าวผ่านความเห็นชอบ

ข่าวล่าสุด