เนชั่นทีวี

การเมือง

"ดิจิทัลวอลเล็ต" ร้อยคนค้าน…ล้านคนรอ

14 ต.ค. 2566 | thanita_boo

"ดิจิทัลวอลเล็ต"  ร้อยคนค้าน…ล้านคนรอ

การแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท ถือเป็นนโยบายเรือธงของพรรคเพื่อไทยสมัยหาเสียง หวังชุบชีวิตวงจรเศรษฐกิจไทยให้ฟื้นคืนชีพ

แต่ทว่ากว่าหนึ่งเดือนที่ผ่านมา หลัง ครม.เศรษฐา เข้ามาทำหน้าที่บริหารประเทศ กรอบนโยบายดังกล่าวก็ยังคงไร้ทิศทาง มีเพียงคอนเซปต์และไอเดียเท่านั้น ข้อกำหนดที่นำไปสู่การปฏิบัติจริงยังไม่ชัดเท่าที่ควร

ดูเหมือนเรื่องนี้อาจทำได้ไม่ง่ายนัก หลังอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย นักวิชาการ และคณาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์กว่าร้อยคน ร่วมลงชื่อเรียกร้องให้ยกเลิกโครงการดังกล่าว เพราะหวั่นว่าได้ไม่คุ้มเสีย พร้อมยกหลายเหตุผลสำคัญ ทั้งเรื่องความจำเป็น บวกกับงบประมาณที่ต้องใช้เป็นจำนวนมาก ซึ่งอาจทำให้ไทยเสียโอกาสในการพัฒนาประเทศในด้านอื่นๆ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตรองอธิการบดี และอดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์

ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตรองอธิการบดี และอดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ หนึ่งในบุคคลที่ร่วมลงชื่อคัดค้าน ยกสามเหตุผลสำคัญ คือ คิดว่าโครงการนี้ ไม่มีความจำเป็น เพราะเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวแล้ว หากฝืนเสี่ยงเผชิญปัญหาเงินเฟ้อ และจะเป็นภาระด้านการคลังมากจนเกินไป รวมถึงความไม่เป็นธรรมในการแจกเงิน ไม่คำนึงถึงฐานะของแต่ละคน ใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่ายมากเกินไป รวมถึงเห็นด้วยหากรัฐบาลมีการปรับเงื่อนไข แจกเฉพาะคนเดือดร้อน และแบ่งจ่ายเป็นสองงวด

สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกกต.

ด้านนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวว่า รัฐบาลไม่สามารถหาเงินกว่าห้าแสนล้านบาทมากแจกประชาชนได้ในงวดเดียว พร้อมเสนอสามแนวทาง คือขยายจากจ่ายเงินเป็นสองงวด - ขยับกรอบเวลาการจ่ายเงิน และปรับเงื่อนไขผู้รับเงิน เหลือเพียงแค่คนที่เดือดร้อนเท่านั้น พร้อมมองว่ากระแสคัดค้านทำอะไรเพื่อไทยไม่ได้ เพราะต้องรักษาสัญญาที่เคยขายไว้ แต่ขอให้ดำเนินการตามหลักกฎหมาย ดูอดีตเป็นบทเรียน มากกว่าเสียงเรียกร้องของประชาชน

พร้อมกันนี้นายสมชัย เปรียบโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” ในสมัยลุงตู่ ดูมีผลลัพธ์หมุนเวียนทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนมากกว่าการแจกเงินในยุคนี้ รวมถึงยังเชื่อว่าการยื่นเรื่องตรวจสอบนั้นมีแน่ๆ ซึ่งเป็นโจทย์ยากพรรคเพื่อไทย ที่ต้องทำอะไรๆ ให้รัดกุม

"ดิจิทัลวอลเล็ต"  ร้อยคนค้าน…ล้านคนรอ

นอกจากความกังวลเรื่องสภาพเศรษฐกิจ แล้ว ยังมีความห่วงใยเรื่องข้อกฎหมาย ที่จะต้องดูแล และตรวจสอบไปพร้อมๆ กับการดำเนินโครงการของรัฐบาล ซึ่งล่าสุด ทั้งสำนักงานคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และผู้ตรวจการแผ่นดิน ออกมาแสดงตัวพร้อมเฝ้าระวังโครงการดังกล่าว หากพบว่ามีความสุ่มเสี่ยง จะเสนอความเห็นไปยังคณะรัฐมนตรี หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ปรับปรุงการปฏิบัติราชการ เหมือนกับโครงการจำนำข้าวในอดีต และหากมีการท้วงติงแล้ว แต่กลับไม่ปฏิบัติตามจนนำไปสู่ความเสียหาย คณะรัฐมนตรีก็จะต้องรับผิดชอบ

ต้องยอมรับว่าโครงการนี้ ทำให้สังคมเกิดแรงกระเพื่อมเป็นสองขั่วอย่างชัดเจน คือ กลุ่มคนที่อยากให้รัฐผลักดันโครงการต่อ กับอีกฝ่ายคือ กลุ่มคัดค้าน ที่มองเห็นว่าโครงการนี้เสมือนเป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ และเสี่ยงสร้างภาระให้ลูกหลานในอนาคต แต่หากนับตามกรอบเวลาที่ นายกฯ เศรษฐา เคยลั่นวาจาไว้ ก็อีกเพียงไม่กี่เดือนข้างหน้าประชาชนคนไทยจะได้กระเป๋าตุงกันถ้วนหน้าแน่นอน หากไม่มีอะไรผิดพลาดเสียก่อน

ข่าวล่าสุด