ด้าน นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.สาธารณสุข เปิดเผยว่า คนไทยที่เดินทางไปทำงานอิสราเอลนั้น รัฐบาลถือว่าเป็นการไปทำงานเพื่อสร้างรายได้ให้กับบ้านเมือง นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้กระทรวงสาธารณสุขดูแลทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต หากผู้ใดที่ได้รับความเจ็บป่วย ได้เตรียมโรงพยาบาลในเครือกระทรวงสาธารณสุขและสถาบันบำราศนราดูร ไว้ดูแล จึงขอให้แรงงานสบายใจได้
ขณะที่ นายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้มีแรงงานที่แจ้งความประสงค์อยากจะเดินทางกลับประเทศไทยมากขึ้น ซึ่งเที่ยวบินที่จะเดินทางไปรับ รวมถึงเครื่องบินของกองทัพอากาศ อาจจะดำเนินการพากลับมาได้ไม่ทันความต้องการ ดังนั้น นอกเหนือจากการเช่าเครื่องบินพาณิชย์เหมาลำแล้ว ทางกองทัพและกต. จึงได้ข้อสรุปว่าจะมีแผนสำรอง คือ ใช้เครื่องบินกองทัพอากาศบินไปพาคนไทยออกจากอิสราเอลที่อยู่ในจุดเสี่ยง มาไว้ที่ประเทศใกล้เคียงก่อน ซึ่งอาจจะเป็นประเทศดูไบ เมื่อพ้นอันตราย ค่อยทยอยพากลับประเทศไทย ซึ่งแผนนี้จะสามารถเริ่มดำเนินการได้เลย ก็จะสามารถพาคนไทยออกจากอิสราเอลได้รวดเร็วกว่าการบินยาวรวดเดียว
โดยนายปานปรีย์ กล่าวเพิ่มเติมในประเด็นนี้ว่า สำหรับการเคลื่อนย้ายแรงงานไทยกลับประเทศไทยนั้น ที่ผ่านมาพบอุปสรรคปัญหาเยอะมาก โดยการอาศัยเครื่องบินของอิสราเอล ก็ไม่สามารถที่จะได้ที่นั่งเต็มลำได้ โดยจำนวนคนที่พากลับมาได้แล้วตอนนี้ เมื่อเทียบกับคนที่แจ้งอยากกลับยังถือว่าน้อย จึงจะต้องวางแผนว่าทำอย่างไรจึงจะพาคนไทยกลับออกมาได้เร็วที่สุด ซึ่งก็คือการพาไปพักที่ประเทศที่ 3 ก่อน ซึ่งช่วงบ่ายวันนี้กระทรวงการต่างประเทศ จะมีการประชุมหารือในเรื่องนี้ให้ได้ข้อสรุปว่าสามารถพาไปพักที่ประเทศไหนได้บ้าง
ส่วน นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.แรงงาน เปิดเผยถึงเรื่องการเยียวยาแรงงานที่เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บว่า แรงงานที่ได้รับบาดเจ็บ จะได้รับเงินเยียวยา 15,000 บาท ส่วนแรงงานที่เสียชีวิต กระทรวงแรงงานจะมอบเงินเยียวยา 40,000 บาท และค่าทำศพอีก 40,000 บาท
ขณะที่รัฐบาลอิสราเอลจะดูแลครอบครัวของแรงงานไทยที่เสียชีวิต โดยจะให้แก่ภรรยาผู้ตายเป็นรายเดือน เดือนละ 35,000 บาท ไปจนกว่าจะมีการสมรสใหม่ และจะให้บุตรเดือนละ 12,000 บาท ไปจนกว่าจะอายุครบ 18 ปี ส่วนแรงงานที่ไม่มีภรรยาและบุตร จะดูแลพ่อแม่ไปตลอดชีวิต
ส่วนแรงงานที่ได้รับบาดเจ็บนั้น รัฐบาลอิสราเอลจะดูแล โดยหากได้รับบาดเจ็บ 10-19% จะเยียวยาด้วยเงินประมาณ 1,440,000 บาท จำนวน 1 ครั้ง แต่หากได้รับบาดเจ็บเกินกว่า 20% ขึ้นไป รัฐบาลอิสราเอลจะให้การดูแลตลอดชีวิต โดยคิดเปอร์เซ็นต์สัดส่วนจากค่าแรงที่ได้รับในอิสราเอล
ส่วนแรงงานที่เดินทางกลับมาแล้วแต่สัญญาจ้างยังเหลืออยู่ หลังสถานการณ์สงบก็จะพยายามประสานกับนายจ้างอิสราเอล เพื่อให้ได้กลับไปทำงานต่อ โดยไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม หรือหากต้องจ่ายค่าเดินทางเพิ่ม กระทรวงแรงงานก็จะพยายามหากองทุนมาช่วยเหลือ โดยอาจต้องขอความช่วยเหลือจากรัฐบาล เพราะถือว่าแรงงานเหล่านี้ไปทำงานสร้างรายได้ให้กับประเทศ
นอกจากนี้ นายกรัชกร พุทธสอน หนึ่งในแรงงานไทยที่ได้รับบาดเจ็บถูกยิงที่หัวเข่า บอกว่า รู้สึกดีใจมากที่ทุกหน่วยงานได้ช่วยเหลือให้ได้เดินทางกลับประเทศไทย โดยวันที่เกิดเหตุ ตอนเช้ามีการสู้รบกันอย่างรุนแรง นายจ้างจึงพาไปหลบภัยที่บ้านของนายจ้าง แต่พอตอนเที่ยงนายจ้างบอกว่าสถานการณ์สงบแล้ว จะพากลับไปที่พักเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าและกินข้าว
แต่ระหว่างทางที่นั่งรถกลับไปนั้น ตนเองนั่งอยู่ท้ายรถและได้ยินเสียงปืน พอหันไปดู ก็ถูกยิงเข้าที่หัวเข่าแล้ว ซึ่งตอนแรกที่โดนยังคิดว่าเป็นก้อนหินกระเด็นใส่ แต่พอก้มมองก็เห็นว่าเข่าเป็นแผลทะลุ จึงบอกให้นายจ้างพาหนี แต่ก็ถูกยิงจนได้รับบาดเจ็บกันทั้งหมด 4 คน ซึ่งตอนนั้นคิดว่าไม่น่าจะมีชีวิตรอดแล้ว เพราะมันรุนแรงมาก ถูกยิงรัว ๆ ไม่ได้ยิงทีละนัด แต่ยิงเป็นชุดกระหน่ำ จนนายจ้างขับรถหนีไปถึงในหมู่บ้าน ก็มีญาติพี่น้องของนายจ้างมาช่วยโทรเรียกรถกู้ภัยมาช่วยเหลือ