ส่วนฝั่งไทย หากแรงงานสมัครเป็นสมาชิกกองทุนช่วยเหลือแรงงานที่ไปทำงานต่างประเทศ กรณีบาดเจ็บจะมีเงินช่วยเหลือรายละ 15,000 บาท กรณีทุพพลภาพ รายละ 30,000 บาท และเงินช่วยเหลือค่าทำศพกรณีเสียชีวิตรายละ 40,000 บาท ซึ่งตนมองว่าเงินกองทุนในส่วนนี้ เป็นระเบียบเดิมที่มีมาหลายปี อาจอาจจะมีการเสนอเพื่อปรับวงเงินช่วยเหลือให้มากขึ้น ให้เหมาะสมกับความบาดเจ็บ และความเสี่ยงในการทำงาน
ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยอีกว่า ทางการทูตอิสราเอลมีการรายงานมาทุกวัน ซึ่งเมื่อคืนนี้(9 ต.ค.) ได้รับทราบข่าวดีว่า นายกิตติ์ธนา ศรีสุริยะ อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายแรงงาน) ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ได้เดินทางไปยังแคมป์คนงานพบว่า แรงงานไทยจำนวน 249 คนยังมีความปลอดภัยดี บางส่วนอยากเดินทางกลับและบางส่วนไม่อยากกลับ เพราะกลัวว่ากลับไปจะไม่ได้งานทำ รวมถึงเรื่องค่าใช้จ่าย โดยกระทรวงแรงงานจะพยายามอย่างเต็มที่ในเจรจากับอิสราเอล ในกรณีที่แรงงานหนีภัยสงครามแล้วกลับไปทำงาน โดยไม่ให้เสียค่าใช้จ่าย
ส่วนกระแสข่าวที่ระบุว่า แรงงานไทยในอิสราเอลที่ถูกช่วยเหลือออกมาแล้ว แต่กลับถูกขายแรงงานต่อนั้น กระทรวงแรงงานรายงานว่า ยังไม่ได้รับรายงานทราบเพียงข่าวในโซเชียล ขอรอการยืนยันก่อน อย่างไรก็ตามขณะนี้มีการเปิดน่านฟ้าแล้วทางการไทย จะส่งเครื่องบินไปรับแรงงานล็อตแรกในวันพรุ่งนี้(11 ต.ค.) 15 คน ทราบว่า มีผู้รายงานตัวอยากเดินทางกลับและรับเรื่องจำนวน 2,999 คน ซึ่งจะมีการเตรียมเครื่องบินไปรับเป็นรอบ ขอให้มั่นใจว่ากระทรวงแรงงานจะเร่งประสานกระทรวงการต่างประเทศ และหากมีการเดินทางกลับในรอบอื่นจะมีการรายงานให้ทราบต่อไป
ส่วนผู้ที่ไม่ประสงค์เดินทางกลับ ที่เป็นผู้ทำงานในเขตภาคใต้ ทางกระทรวงแรงงานจะพยายามประสานให้ไปทำใน พื้นที่ปลอดภัยหรือในภูมิภาคอื่น โดยเชื่อว่าขณะนี้ยังมีแรงงานที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยอยู่ เนื่องจากยังมีการสู้รบ ก็ยืนยันว่าทางการไทยมีแผนเตรียมอพยพแรงงาน ที่จะเดินทางกลับประเทศและให้ไปอยู่ในที่ปลอดภัย
สำหรับแรงงานที่เดินทางกลับนั้น เข้าใจว่าอยากจะเดินทางกลับภูมิลำเนา แต่ต้องมีขั้นตอนกระบวนการ รวมถึงเรื่องการทำเอกสารรับเงินการดูแล และจะมีการประสานกระทรวงสาธารณสุข เพื่อตรวจสภาพร่างกาย โดยจะมีการจัดเตรียมรถบัสไปส่ง แรงงานถึงภูมิลำเนาอีกด้วย