เนชั่นทีวี

การเมือง

"มาดามเดียร์" แนะทบทวน พ.ร.บ.ภาพยนตร์ หวังดันซอฟต์พาวเวอร์ไทยไปทั่วโลก

06 ต.ค. 2566 | thanita_boo

"มาดามเดียร์" แนะทบทวน พ.ร.บ.ภาพยนตร์ หวังดันซอฟต์พาวเวอร์ไทยไปทั่วโลก

เวที "6ตุลา" เสวนาเอายังไงดีกับกองเซ็นเซอร์ "มาดามเดียร์" แนะทบทวน พ.ร.บ.ภาพยนตร์ เปิดกว้างความคิดสร้างสรรค์ ดันซอฟต์พาวเวอร์ภาพยนตร์ไทยไปทั่วโลก - สมาพันธ์ภาพยนตร์ ขอโล๊ะบอร์ดภาพยนตร์ให้คนในวงการกำกับกันเอง

6 ตุลาคม 2566 น.ส.วทันยา บุนนาค ประธานคณะทำงานนวัตกรรมการเมือง กรุงเทพฯ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวในเวทีเสวนาการจัดกิจกรรม 47 ปี 6 ตุลา: กว่าจะเป็นประชาธิปไตยในหัวข้อ "เอายังไงดีกับกองเซ็นเซอร์: บทบาทของคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ภายใต้รัฐบาลซอฟต์พาวเวอร์" ว่า ภาพยนตร์ ถือเป็นซอฟต์พาวเวอร์ ที่ในหลาย ๆ ประเทศ สามารถสร้างรายได้ได้

ดังนั้นแนวคิดในการพิจารณากำกับเซ็นเซอร์ภาพยนตร์ ที่กลับให้ความสำคัญกับความมั่นคง จึงเป็นสิ่งที่น่าเสียดาย และเมื่อพิจารณาถึงคณะกรรมการกำกับภาพยนตร์จำนวน 2 ชุด ที่มีบอร์ดตรวจสอบ และซุปเปอร์บอร์ด ซึ่งในซุปเปอร์บอร์ด จะมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นรองประธาน 2 คน รวมถึงข้าราชการ ที่เข้ามาทำหน้าที่กรรมการ และยังมีตัวแทนของกระทรวงกลาโหม และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่เข้ามาร่วมเป้นคณะกรรมการด้วย ก็ยิ่งน่าเสียดาย เพราะบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับวงการภาพยนตร์ กลับสัดส่วนที่น้อย เมื่อเทียบกับสัดส่วนในคณะกรรมการซุปเปอร์บอร์ดดังกล่าว

"มาดามเดียร์" แนะทบทวน พ.ร.บ.ภาพยนตร์ หวังดันซอฟต์พาวเวอร์ไทยไปทั่วโลก

ส่วนการเซ็นเซอร์ภาพยนตร์จะเป็นความพยายามปกปิดความจริงในสังคมหรือไม่นั้น น.ส.วทันยา มองว่า เป็นการไม่ยอมรับความจริง และเน้นเพียงเรื่องความมั่นคงที่บั่นทอนอุตสาหกรรมภาพยนตร์ และเป็นสิ่งที่น่าเสียดาย รวมถึงเนื้อหาภายใน พ.ร.บ.ภาพยนตร์เอง ก็ยังล้าสมัย เพราะปัจจุบันรูปแบบการรับชมภาพยตร์มีหลายแพลตฟอร์ม และไม่มีการเซ็นเซอร์ปกปิดใด ๆ แล้ว ไม่สามารถจำกัดการเข้าถึงสื่อของปะชาชนได้เหมือนในอดีต จึงน่ากังวล และควรทบทวนกฎหมาย รวมถึงกองเซ็นเซอร์ ให้ร่วมสมัยต่อค่านิยม และโลกที่เปลี่ยนไปตามเทคโนโลยี ไม่ทำแนวคิดรูปแบบเดิม ๆ มาปิดกั้นคนไทยในการสร้างสรรค์ผลักดันซอฟต์พาวเวอร์ของคนไทยไปสู่สายตาชาวโลก เพื่อนำรายได้เข้าประเทศ 

น.ส.วทันยา ยังขอให้รัฐบาลพิจารณาถึงความสำคัญของนิยามคำว่า "ซอฟต์พาวเวอร์" ว่า จะต้องมีความเข้าใจนิยามของซอฟต์พาวเวอร์ที่ตรงกันก่อน เพื่อให้สามารถพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์ได้ถูกต้อง เพราะหน่วยงานราชการหลายแห่งยังเข้าใจว่า ซอฟต์พาวเวอร์ เป็นเพียงวัฒนธรรม แค่รำไทย หรือข้าวเหนียวมะม่วง ฯลฯ จนทำให้เกิดการผลักดันซอฟต์พาวเวอร์ไทยในทางที่ผิด ทำให้ประเทศเสียโอกาส และงบประมาณ แต่ซอฟต์พาวเวอร์ คือการใช้อำนาจละมุน ที่ทำผู้คนให้เกิดความรู้สึกร่วม

อีกทั้งสามารถเปลี่ยนแนวคิดได้ ผ่านเนื้อหา วรรณกรรม การเรียนรู้ การ์ตูนต่าง ๆ ที่ถูกถ่ายทอด จนบุคคลเกิดการเปลี่ยนแปลงแนวคิด และควรสนับสนุนให้สังคมไทยมีเสรีภาพในวรรณกรรม ผ่านละคร ภาพยนตร์ เกมส์ เพื่อสร้างศักยภาพ และสนับสนุนความสามารถของคนไทยให้ไปได้ไกลมากกว่า เพราะคนไทย มีความคิดสร้างสรรค์มาก ภาครัฐจึงไม่ควรปล่อยโอกาสของคนไทย และปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์กันเอง โดยควรสนับสนุนความคิดของคนไทยให้ถึงประชาชนทั่วโลกได้ไกลที่สุด

"มาดามเดียร์" แนะทบทวน พ.ร.บ.ภาพยนตร์ หวังดันซอฟต์พาวเวอร์ไทยไปทั่วโลก

ขณะที่ นายโชคชัย ชยวัฑโฒ ผู้อำนวยการสมาพันธ์ภาพยนตร์แห่งชาติ เห็นว่า พ.ร.บ.ภาพยนตร์ กำหนดให้มีตั้งแต่ 2473 ทำหน้าที่ควบคุมภาพยนตร์ ซึ่งในอดีตมีการเรียกร้องให้มีการแก้ไข จนเป็น พ.ร.บ.ภาพยนตร์ 2551 ฉบับใหม่ที่เปลี่ยนจากการควบคุม เป็นการกำกับดูแล แต่ยังสามารถขอแบนภาพยนตร์ได้ หรือขอตัดบางตอนออกได้ โดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจะพิจารณา ซึ่งบางครั้งคณะกรรมการฯ ก็ขาดความเข้าใจถึงการสื่อความหมายของผู้ผลิตภาพยนตร์ แต่ในมุมของวงการภาพยนตร์นั้น ต้องการให้ยกเลิกกฎหมายดังกล่าว และเปลี่ยนจากการควบคุมดูแล เป็นการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของคนในวงการภายนตร์แทน

ส่วนการเซ็นเซอร์ภาพยนตร์จะเป็นความพยายามปกปิดความจริงในสังคมหรือไม่นั้น ผู้อำนวยการสมาพันธ์ภาพยนตร์แห่งชาติ เห็นว่า เป็นความพยายามดัดจริตของความเป็นจริงในสังคม เป็นความล้าสมัย ทั้งที่ควรนำความจริงในสังคมมาตีแผ่ได้ตามความร่วมสมัย และควรปล่อยให้เป็นไปตามอิสระ แต่ภาครัฐกลับไม่ได้มองถึงความร่วมสมัย และปิดบังความจริง

"มาดามเดียร์" แนะทบทวน พ.ร.บ.ภาพยนตร์ หวังดันซอฟต์พาวเวอร์ไทยไปทั่วโลก

ผู้อำนวยการสมาพันธ์ภาพยนตร์แห่งชาติ ยังขอให้รัฐบาลทบทวนอำนาจคณะกรรมการกำกับภาพยนตร์ ให้บุคลากรในวงการภาพยนตร์ สามารถควบคุมกันเองได้เหมือนองค์กรสื่อมวลชน เพราะหากยังให้ภาครัฐเข้ามามีอำนาจ ก็จะยังทำให้เกิดการปิดกั้นภาพยนตร์เหมือนในปัจจุบัน ซึ่งงการกำกับกันเองของคนในอุตสาหกรรมภาพยนตร์นั้น ผู้ชมที่ได้รับผลกระทบก็สามารถเอาผิดต่อผู้สร้างได้หากเกิดความเสียหายผ่านกฎหมายอาญาต่าง ๆ 

ด้าน นาวาอากาศตรีศิธา ทิวารี ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์การเมือง พรรคไทยสร้างไทย มองว่า กฎระเบียบต่าง ๆ ของ พ.ร.บ.ภาพยนตร์ เป็นข้อห้ามที่จะต้องจัดสมดุล ระหว่างการเข้าถึง และเนื้อหา และการกำกับดูแลภาพยนตร์ ระหว่างความต้องการของคณะกรรมการ กับผู้ชมนั้นต่างกัน ดังนั้น จึงจำเป็นต้องจัดสมดุลทั้ง 2 องค์ประกอบ พร้อมมองว่า การปิดกั้นการเข้าถึงภาพยนตร์ของประชาชนนั้น กลับเป็นการสร้างความอยากรู้อยากเห็นให้กับสังคม ยิ่งทำให้สังคมให้ความสนใจ จนเข้าถึงข้อมูลได้ในที่สุด และเป็นการขยายประเด็นเหมือนปรากฏการณ์ที่ผ่านมา เช่น เพลงประเทศกูมี ที่ภาครัฐในอดีตพยายามปิดกั้น จนสังคมให้ความสนใจ และแพร่หลายในที่สุด หรือการเซ็นเซอร์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นต้น

พร้อมแนะนำให้ภาครัฐ เปิดกว้างต่อซอฟท์พาวเวอร์ไทย เช่น ภาพยนตร์ เพลง สุราพื้นบ้าน อาหาร และจะต้องศรัทธาต่อซอฟท์พาวเวอร์ไทย ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง พร้อมนำเสนอต่อต่างชาติให้เกิดการแพร่หลาย สามารถดึงเม็ดเงินให้กับประเทศได้ 

"มาดามเดียร์" แนะทบทวน พ.ร.บ.ภาพยนตร์ หวังดันซอฟต์พาวเวอร์ไทยไปทั่วโลก

ข่าวล่าสุด