ขณะที่ นายโชคชัย ชยวัฑโฒ ผู้อำนวยการสมาพันธ์ภาพยนตร์แห่งชาติ เห็นว่า พ.ร.บ.ภาพยนตร์ กำหนดให้มีตั้งแต่ 2473 ทำหน้าที่ควบคุมภาพยนตร์ ซึ่งในอดีตมีการเรียกร้องให้มีการแก้ไข จนเป็น พ.ร.บ.ภาพยนตร์ 2551 ฉบับใหม่ที่เปลี่ยนจากการควบคุม เป็นการกำกับดูแล แต่ยังสามารถขอแบนภาพยนตร์ได้ หรือขอตัดบางตอนออกได้ โดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจะพิจารณา ซึ่งบางครั้งคณะกรรมการฯ ก็ขาดความเข้าใจถึงการสื่อความหมายของผู้ผลิตภาพยนตร์ แต่ในมุมของวงการภาพยนตร์นั้น ต้องการให้ยกเลิกกฎหมายดังกล่าว และเปลี่ยนจากการควบคุมดูแล เป็นการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของคนในวงการภายนตร์แทน
ส่วนการเซ็นเซอร์ภาพยนตร์จะเป็นความพยายามปกปิดความจริงในสังคมหรือไม่นั้น ผู้อำนวยการสมาพันธ์ภาพยนตร์แห่งชาติ เห็นว่า เป็นความพยายามดัดจริตของความเป็นจริงในสังคม เป็นความล้าสมัย ทั้งที่ควรนำความจริงในสังคมมาตีแผ่ได้ตามความร่วมสมัย และควรปล่อยให้เป็นไปตามอิสระ แต่ภาครัฐกลับไม่ได้มองถึงความร่วมสมัย และปิดบังความจริง
ผู้อำนวยการสมาพันธ์ภาพยนตร์แห่งชาติ ยังขอให้รัฐบาลทบทวนอำนาจคณะกรรมการกำกับภาพยนตร์ ให้บุคลากรในวงการภาพยนตร์ สามารถควบคุมกันเองได้เหมือนองค์กรสื่อมวลชน เพราะหากยังให้ภาครัฐเข้ามามีอำนาจ ก็จะยังทำให้เกิดการปิดกั้นภาพยนตร์เหมือนในปัจจุบัน ซึ่งงการกำกับกันเองของคนในอุตสาหกรรมภาพยนตร์นั้น ผู้ชมที่ได้รับผลกระทบก็สามารถเอาผิดต่อผู้สร้างได้หากเกิดความเสียหายผ่านกฎหมายอาญาต่าง ๆ
ด้าน นาวาอากาศตรีศิธา ทิวารี ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์การเมือง พรรคไทยสร้างไทย มองว่า กฎระเบียบต่าง ๆ ของ พ.ร.บ.ภาพยนตร์ เป็นข้อห้ามที่จะต้องจัดสมดุล ระหว่างการเข้าถึง และเนื้อหา และการกำกับดูแลภาพยนตร์ ระหว่างความต้องการของคณะกรรมการ กับผู้ชมนั้นต่างกัน ดังนั้น จึงจำเป็นต้องจัดสมดุลทั้ง 2 องค์ประกอบ พร้อมมองว่า การปิดกั้นการเข้าถึงภาพยนตร์ของประชาชนนั้น กลับเป็นการสร้างความอยากรู้อยากเห็นให้กับสังคม ยิ่งทำให้สังคมให้ความสนใจ จนเข้าถึงข้อมูลได้ในที่สุด และเป็นการขยายประเด็นเหมือนปรากฏการณ์ที่ผ่านมา เช่น เพลงประเทศกูมี ที่ภาครัฐในอดีตพยายามปิดกั้น จนสังคมให้ความสนใจ และแพร่หลายในที่สุด หรือการเซ็นเซอร์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นต้น
พร้อมแนะนำให้ภาครัฐ เปิดกว้างต่อซอฟท์พาวเวอร์ไทย เช่น ภาพยนตร์ เพลง สุราพื้นบ้าน อาหาร และจะต้องศรัทธาต่อซอฟท์พาวเวอร์ไทย ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง พร้อมนำเสนอต่อต่างชาติให้เกิดการแพร่หลาย สามารถดึงเม็ดเงินให้กับประเทศได้