เนชั่นทีวี

การเมือง

รวมพลคนการเมือง ว่าด้วยการแบ่งจ่ายเงินข้าราชการ 2 รอบ

14 ก.ย. 2566 | tinakit_rat

รวมพลคนการเมือง ว่าด้วยการแบ่งจ่ายเงินข้าราชการ 2 รอบ

รวมคนการเมือง ว่าด้วยการแบ่งจ่ายเงินข้าราชการ 2 รอบ "วิโรจน์" ชี้ควรไตร่ตรอง "สมชัย" ระบุ ชอบทุบโต๊ะ "จตุพร" บอก โหลยโท่ย

14 กันยายน 2566 กลบกระแสลดค่าน้ำมัน-ค่าไฟ ลงทันที จากการประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งแรกของ ”รัฐบาลเศรษฐา” เมื่อนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า "เตรียมปรับระบบจ่ายค่าตอบแทนข้าราชการเป็นสองรอบในหนึ่งเดือน" เหตุผลเพื่อช่วยบรรเทาภาระหนี้สิน ข้าราชการ ได้มีเงินเหลือจ่ายเพียงพอในการดำรงชีวิตตลอดเดือน 1 ม.ค.67 จนมีกระแสคัดค้านจากข้าราชการดังขรมไปทั่ว

กระทั่ง นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ต้องรีบออกมาแถลงถึงกรณีดังกล่าวว่า เจตนาที่แบ่งจ่ายเงินเป็น 2 งวด เพราะเราคิดว่ามันจะช่วยเหลือประชาชนโดยเฉพาะข้าราชการได้ดีกว่า ซึ่งเรื่องนี้เป็นข้อเสนอมาจากทางข้าราชการ แต่เมื่อมีการแถลงข่าวออกไปมีคนมาสะท้อนว่ารัฐบาลไม่เข้าใจ บางคนเขามีค่าใช้จ่ายต้นเดือน บางคนมีค่าใช้จ่าย 50% บางคนมีค่าใช้จ่าย 52% ซึ่งหากมีการจ่ายเงินเดือนแค่ 50% จึงไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย จึงต้องการให้จ่ายเงินเดือนงวดเดียว แต่บางคนก็มีปัญหาคนละอย่าง

รัฐบาลก็น้อมรับฟังและได้มีการรายงานเสียงสะท้อนในเรื่องดังกล่าวให้กับ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังทราบแล้วและได้มอบหมายให้กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง รับโจทย์ไปทำทางเลือกให้ตรงกับความต้องการของปัญหาข้าราชการ ใครที่ปัญหาของเขาเหมาะกับ 2 งวดเราก็ทำ 2 งวดเพราะบางคนเขาไม่มีภาระอะไรมาก โดยให้กรมบัญชีกลางไปวิเคราะห์มาว่าจะสามารถสร้างระบบการจ่ายเงินเดือนให้ตอบสนองทั้งสองรูปแบบได้หรือไม่ ยืนยันเรื่องนี้คงไม่ช้า และจะมีคำตอบเร็วๆ นี้

ชัย วัชรงค์

แต่กระแสยังกระเพื่อมไม่หยุด เหล่าบรรดาไทยมุงการเมือง ได้ทีออกมาถล่มนโยบายดังกล่าว เริ่มจาก นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุถึงกระแสร้อนดังกล่าวว่า การจ่ายเงินเดือนข้าราชการ 2 ครั้งต่อเดือน แทนรายเดือน หากพิจารณาในเชิงคณิตศาสตร์ ดูเหมือนจะไม่มีปัญหานะครับ

สมมติว่า เริ่มมาตรการนี้ในวันที่ 1 ม.ค. 67 วันที่ 31 ธ.ค. 66 ก็ยังรับเงินเดือนเต็มเดือนอยู่ ถ้าต้องจ่ายหนี้ในงวดวันที่ 1 ก.พ. ก็ไม่น่าจะมีปัญหา วันที่ 15 ก.พ. เงินเดือนเข้าครึ่งหนึ่ง ก็สะสมไว้ เผลอๆ สามารถเอาไปลงทุนในตราสารหนี้ความเสี่ยงต่ำ เพื่อออกดอกออกผลได้ด้วยซ้ำ แม้จะไม่มากนักก็ตาม พอวันที่ 28 ก.พ. เงินเดือนเข้าอีกครึ่งหนึ่ง ก็นำมาสมทบกัน ก็น่าจะจ่ายหนี้ในงวดวันที่ 1 มี.ค. ได้ ดูเหมือนจะไม่มีปัญหาครับ

มีงานวิจัยชี้ด้วยซ้ำไปว่า การออกเงินเดือนบ่อยขึ้น ช่วยให้ลดการเป็นหนี้บัตรเครดิตลง ช่วยรัดเข็มขัดในการใช้จ่าย แต่ต้องแลกมาด้วยความกังวลใจในการจัดการการเงิน[1]  แต่บางงานวิจัยก็ระบุว่า การจ่ายเงินเดือนถี่ขึ้น จะทำให้ความรู้สึกที่ไม่มั่นคงลดลง และทำให้ใช้จ่ายเพิ่มขึ้น [2] เอาเป็นว่าก็ดูเหมือนจะไม่มีปัญหา และเหมือนจะเป็นประโยชน์ด้วยซ้ำ

แต่ที่ทำให้เกิดปัญหา ก็คือ การปรับเปลี่ยนการจ่ายเงินเดือนเป็น 2 ครั้งต่อเดือน นั้นเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อแผนการใช้เงินของข้าราชการ และอาจส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมการใช้จ่ายอย่างหนึ่งอย่างใดด้วยครับ ซึ่งพออยู่ดีๆ ก็มีข้อสั่งการว่าจะเปลี่ยน โดยที่ยังไม่มีรายละเอียดที่ครบถ้วน ไม่มีการทานสอบความต้องการของข้าราชการ และไม่มีการซักซ้อมทำความเข้าใจกันให้สิ้นข้อสงสัยเสียก่อน ข้าราชการจำนวนไม่น้อย จึงเกิดความไม่สบายใจขึ้นครับ

รวมพลคนการเมือง ว่าด้วยการแบ่งจ่ายเงินข้าราชการ 2 รอบ

     1. ข้าราชการที่เป็นหนี้สหกรณ์ การหักเงินเดือนเพื่อชำระหนี้ ทางสหกรณ์พร้อมที่จะเปลี่ยนเป็นหัก 2 งวดต่อเดือน ตามงวดการจ่ายเงินเดือนหรือเปล่า ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ ส่งผลทำให้การคำนวณดอกเบี้ยเปลี่ยนแปลงไปด้วย

หนี้สหกรณ์ หรือค่างวดใดๆ ที่หักชำระจากเงินเดือน หากยังคงหักแบบงวดเดียวตอนปลายเดือน เงินเดือนครึ่งหนึ่งที่เหลือ ก็อาจจะไม่พอหัก และสำหรับคนที่ไม่คุ้นชินกับวางแผนการใช้จ่าย เงินเดือนครึ่งแรกที่ได้รับมาก่อน ก็อาจจะเหลือไม่พอ ที่จะเอามาสมทบเพื่อชำระหนี้ตอนสิ้นเดือนได้

     2. เรื่องนี้ผมคิดว่ารัฐบาลอาจจะต้องมาไตร่ตรองดูว่า ผลที่ได้จากการจ่ายเงินเดือน 2 ครั้งต่อเดือน นั้นคุ้มค่ากับภาระงานด้านธุรการ และงาน Payroll ที่เพิ่มเป็น 2 เท่าหรือไม่ โดยเฉพาะค่าธรรมเนียมในการโอนเงินเดือนเข้าบัญชีธนาคารของข้าราชการ ก็น่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าด้วยเช่นกัน ประเด็นนี้ผมค่อนข้างกังวล เพราะเป็นภาระด้านงบประมาณที่เพิ่มขึ้น

เพื่อให้เกิดความสบายใจของทุกฝ่าย ผมอยากให้นายกฯลองสอบถามความคิดเห็นของข้าราชการให้รอบคอบก่อน จะดีกว่าไหมครับและถ้ารัฐบาลอยากจะช่วยเหลือข้าราชการที่ตรงจุด ผมคิดว่าในระยะสั้น ควรนำเอาระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วย การหักเงินเดือนเงินบําเหน็จบํานาญข้าราชการ เพื่อชําระหนี้เงินกู้ให้แก่สวัสดิการภายในส่วนราชการและสหกรณ์ พ.ศ.2551 มาเป็นแนวทางในการออกระเบียบใหม่เพื่อบังคับใช้กับข้าราชการทุกคน รวมทั้งตำรวจ และทหาร เพื่อให้การหักเงินเดือนเพื่อชำระหนี้สหกรณ์ หรือหนี้เงินกู้สวัสดิการ ต้องเหลือเงินเดือน เพื่อให้ข้าราชการใช้ในการดำรงชีวิตไม่น้อยกว่า 30% เพราะปัจจุบันมีข้าราชการจำนวนมาก ถูกหักเงินเดือน จนเงินเดือนเหลือน้อยมากจนน่าตกใจ

ลองสอบถามข้าราชการดูได้ครับ โดยเฉพาะข้าราชการครู ตำรวจ และทหาร ว่าแต่ละเดือน ถูกหักเงินเดือนไปใช้หนี้สหกรณ์เท่าไหร่ และเหลือเงินเอาไว้ใช้จ่ายเท่าไหร่ ท่านนายกจะทราบครับว่า ปัญหานี้หนักหนาสาหัสจริงๆ และถ้าแก้ได้ผมเชื่อว่าข้าราชการทั้งประเทศจะชื่นใจมากๆ เลยครับ

สมชัย ศรีสุทธิยากร

ด้านนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า “บทเรียนที่ 1 สำหรับรัฐบาลเพื่อไทย” ได้ระบุว่า

     1. มติ ครม. ที่ควรจะเป็นข่าวดีให้ประชาชนชื่นชม มีตั้ง 7-8 เรื่อง ไป ๆ มา ๆ โดนกลบด้วยเรื่อง แบ่งจ่ายเงินเดือนข้าราชการ 2 งวด ให้ข้าราชการด่าทั้งประเทศ ขึ้นทวิตเตอร์อันดับหนึ่งเรื่องเดียว เรื่องดี ๆ อื่น ๆ คนแทบไม่พูดถึง

     2. การทำงานของไทยรักไทยในอดีต ใช้วิธีการสำรวจ วิจัย ก่อนออกเป็นนโยบาย ทำให้นโยบายตรงใจประชาชน แต่เรื่องนี้กลับตรงข้าม ไม่ทันถามข้าราชการ ก็ฟันเปรี้ยงว่าจะเริ่ม 1 ม.ค. 67 เลย สรุป อื้ออึงไปด้วยเสียงคัดค้าน

     3. สมัยคุณทักษิณ การเปลี่ยนแปลงยังรู้จักทดลองใช้ในบางที่ก่อน แบบ sand box เช่น อาจสามารถโมเดล สมัยนี้ คุณเศรษฐา อาจชอบทุบโต๊ะเอา โดยตัวเองก็ไม่รู้เรื่องราชการ เสนอว่า ทดลองใช้ กับข้าราชการในสำนักนายกรัฐมนตรี และ สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ก่อน 3 เดือนดีไหม

     4. ถ้า feedback ดีก็เดินหน้า แต่ถ้าแย่ก็ควรถอยโดยยอมยกเลิกหมด จะเข้าท่ากว่า รักษาหน้า โดยทำเป็นทางเลือก หนึ่งประเทศ สองระบบ ใครอยากได้แบบไหนก็จะจัดระบบให้ มันเหนื่อยคนทำ กรมบัญชีกลาง ก็กล้าๆ พูดหน่อย ไม่ใช่ ได้ครับผม เหมาะสมครับท่าน

จตุพร พรหมพันธุ์

ขณะที่ นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน ได้โพสต์เฟซบุ๊กระบุถึงเรื่องเดียวกันว่า ประชุม ครม.นัดแรกได้สำแดงเดชมติจ่ายเงินเดือนข้าราชการ (ขรก.) 2 ครั้งจะสร้างปัญหาครั้งใหญ่กับฐานชีวิตที่แบกภาระหนี้เดือนชนเดือน

นายเศรษฐาจะแบ่งจ่ายเงินเดือนข้าราชการเป็น 2 ครั้งต่อเดือนว่า ในแง่ชีวิตของประชาชนหรือข้าราชการ จะมีค่าใช้จ่ายที่ต้นเดือนและต้องจ่ายการผ่อนซื้อในแต่ละเดือนเต็มจำนวน ซึ่งไม่อาจจ่ายผ่อนที่ละครึ่งเดือนได้ เช่น ค่าผ่อนรถ ผ่อนบ้าน ไฟฟ้า อินเตอร์เน็ต เป็นต้น ดังนั้น ระบบการเงินที่ผ่านมาเงินเดือนกับรอบหนี้ต้องจ่าย จึงสอดคล้องหรือตรงกัน

“ถ้าระบบใหม่จากนี้ไป โครงสร้างรัฐที่แก้ใหม่ให้จ่ายกันที่ละครึ่งเดือน จึงไม่สอดรับกับการจ่ายผ่อนบ้าน หรือการชำระหนี้อื่นๆ ดังนั้น การแก้ปัญหาของนายกฯ จึงไม่ได้พิจารณาถึงค่าใช้จ่ายของชีวิตล้วนผูกติดไว้กับภาระหนี้ที่อยู่ต้นเดือน แนวทางนี้อาจจะเกิดการต่อต้านจากข้าราชการ เพราะหาเงินมาทดแทนไม่ทัน จึงเป็นหลักคิดของรัฐบาลที่โหลยโท่ยที่สุด”

ข่าวล่าสุด