เมื่อถามว่า ในวันที่ 11 ก.ย. นอกจากการแถลงนโยบายแล้ว ในระหว่างที่อภิปราย จะมอบหมายให้รัฐมนตรีท่านใด พูดชี้แจงต่อข้อสงสัย นายเศรษฐา กล่าวว่า ก็ถ้าเกิดกระทรวงไหนเกี่ยวข้องหรือถูกพาดพิง และต้องการการอธิบาย ตนเชื่อว่ารัฐมนตรีทุกคน เตรียมความพร้อมในการชี้แจง
ส่วกรณีภาคการเกษตรที่เตรียมรับสภาวะเอลนิลโญ่ ขณะที่หลายประเทศเริ่มสั่งให้มีการชะลอการนำเข้า จะมีมาตรการช่วยเหลืออย่างไรบ้างนั้น ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลตระหนักดี ตั้งแต่สมัยที่หาเสียงอยู่แล้ว ก็ถือเป็นนโยบายหลักของพรรคเพื่อไทย แต่มาอยู่ในรัฐบาลพรรคร่วมแล้ว ทุกพรรคการเมืองที่ไม่อยู่ในรัฐบาลนี้ ก็เห็นด้วยกับเรื่องที่ให้ความสำคัญกับภาคเกษตร ไม่ว่าจะเป็น การขยายตลาดเพิ่มรายได้
ทั้งนี้ แม้มี 2 เรื่องที่อาจจะย้อนแย้ง คือ การหารายได้ให้เกษตรกร ก็ต้องมีการส่งออก แต่จะส่งออกอะไร ที่ส่งออกไปแล้วคนไทยไม่มีกิน อันนี้ก็ต้องมานั่งดูกันให้ดี การเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนก็คือเรื่องของการส่งออก การเปิดตลาดใหม่ๆ การเพิ่มประสิทธิภาพ ในการเพาะปลูกรวมไปถึงการลดค่าใช้จ่าย ทั้งปุ๋ยและยาฆ่าแมลง ทั้งหมดนี้จะเป็นการเพิ่มรายได้สุทธิของเกษตรกร
"แต่ก็ต้องคำนึงถึงพืชบางชนิด อาจจะมีการขาดแคลนเนื่องจากสภาวะเอลนิลโญ่ ในการประชุม ครม. นัดแรกขอให้อดใจนิดนึง วันที่ 13 ก.ย. จะมีมาตรการต่างๆ ออกไป และขอให้ทางรมว.เกษตรฯ รวบรวมข้อมูลก่อน ขณะที่สุดสัปดาห์นี้ผมก็จะไปภาคอีสาน เพื่อไปรวบรวมข้อมูลจึงขอเวลานิดหนึ่ง" นายเศรษฐา กล่าว
เมื่อถามว่า กรณีที่ชาวนาได้รับความเสียหายจากการปลูกข้าว ประมาณ 7 ล้านตัน และมีบางส่วนไม่สามารถปลูกข้าวได้เลยว่า 9 ล้านไร่ มีมาตรการช่วยเหลือเยียวยาอย่างไร นายกรัฐมนตรี ตอบว่า ต้องไปขอดูข้อมูลก่อน ตรงนี้ยังไม่ได้รับรายงานมา
จากนั้น ผู้สื่อข่าวได้ถามย้อนกลับไปถึงเรื่องการแต่งตั้งข้าราชการ ว่าจะเข้าไปดู ก.ตร.ด้วยตัวเองหรือไม่ หลังมีการเบรก แต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ไปก่อนหน้านี้ นายเศรษฐา ตอบว่า ไม่แน่ใจว่าใช้คำว่าเบรกจะถูกต้องหรือไม่ แต่ตนเองก็จะนั่งประธาน ก.ตร. อย่างแน่นอน และขอดูวันที่เหมาะสมก็จะมีการนัดประชุมต่อไป
ส่วน ผบ.ตร. คนใหม่ ได้มีส่วนในการตัดสินใจหรือไม่ นายกฯตอบว่า เรื่องนี้ยัง และก็ยังไม่ได้เข้าไปบริหารอะไรเลย ขอเป็นหลังแถลงนโยบายก่อน
เมื่อถามถึง การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ว่าเป็นการมุ่งไปยังการปฏิรูปวงการตำรวจหรือไม่ นายเศรษฐา ตอบว่า เปล่า ทุกๆภาคส่วนของข้าราชการ ไม่ได้เจาะจงบอกว่าหน่วยงานไหนมีปัญหามากเป็นพิเศษ
ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกรัฐมนตรีมีอิสระในการทำงานมากหรือน้อยเพียงไหนเพราะมาจากพรรคเพื่อไทยที่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีความใกล้ชิดกับตระกูลชินวัตร นายเศรษฐา กล่าวว่า "ผมขอเวลาในการบริหารราชการ และขออีกสัก 6 หรือ 3 เดือน สื่อมวลชนมาถามอีกที ผมเชื่อว่าผมมีอิสระทางด้านความคิด ไม่ใช่แค่ครอบครัวชินวัตร หากใครมีข้อมูลดีๆมีเรื่องราวดีๆที่เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน ผมมาวันนี้ รัฐบาลนี้ ทำงานเพื่อประชาชนอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน ใครที่มีข้อมูลหรือการแนะนำที่ดี ผมก็รับฟัง"
ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า ในโอกาสที่จะเดินทางไปต่างประเทศ มีโอกาสในการทำให้ต่างประเทศสนใจประเทศไทยและอยากจะมาเมืองไทยมากขึ้นอย่างไรบ้าง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คงเป็นโอกาสหนึ่ง กระทรวงการต่างประเทศกำลังรวบรวมรายชื่อ ผู้นำต่างประเทศที่จะเข้าพบ ส่วนตัวก็จะพยายามนัดหมายกับนักธุรกิจระดับโลกหลายคน เพื่อพูดคุยถึงความต้องการลงทุนในประเทศไทย ว่าเป็นอย่างไรบ้าง ก็ถือว่าเป็นการประชุมสหประชาชาติประจำปีในทุกๆเดือนก.ย. ก็ถือเป็นเวลาอันดี ที่ได้ไปพบปะพูดคุย
ส่วนจะมีโอกาสได้พบปะกับผู้นำสหรัฐหรือไม่นั้น ก็กำลังนัดอยู่ ต้องได้อยู่แล้วเพราะท่านเลี้ยงอาหารค่ำวันหนึ่ง
ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกฯรู้สึกกดดันบ้างหรือไม่ในการเข้ามาและประชาชนคาดหวังสูงในรัฐบาลนี้ นายเศรษฐา กล่าวว่า ก็มีความกดดันอยู่แล้ว ปัญหาของประชาชนเป็นเรื่องใหญ่ ทำงานแล้วก็ต้องยอมรับเรื่องพวกนี้ ยืนยันว่าตนมีความตั้งใจจริงแต่ขอเวลาทำงานนิดหนึ่ง ก่อนยกมือขึ้นไหว้ และกล่าวขอบคุณ
อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวจึงแซวว่ารู้ตัวหรือไม่ว่าเป็นคนที่ไหว้สวย นายกฯ ไม่ได้ตอบคำถาม แต่ยิ้มให้
เมื่อถามย้ำว่า จะเข้ากระทรวงการคลังเมื่อไหร่ นายเศรษฐา ตอบว่า ต้องขอดูฤกษ์นิดหนึ่ง ทั้งฤกษ์ดีและฤกษ์สะดวก