"สามก๊กการเมือง" ยุคเพื่อไทย-เพื่อใคร?
10 ส.ค. 2566 | thanita_boo

การจัดตั้งรัฐบาลที่มี "เพื่อไทย" เป็นแกนนำดูเหมือนจะไม่ง่ายอย่างที่คิดไว้ เพราะต้องเจอแรงกดดันจากรอบด้าน ชนิดที่เรียกว่า "กลืนไม่เข้าคายไม่ออก"
การเมือง
10 ส.ค. 2566 | thanita_boo

การจัดตั้งรัฐบาลที่มี "เพื่อไทย" เป็นแกนนำดูเหมือนจะไม่ง่ายอย่างที่คิดไว้ เพราะต้องเจอแรงกดดันจากรอบด้าน ชนิดที่เรียกว่า "กลืนไม่เข้าคายไม่ออก"
แรงกดดันที่เพื่อไทยต้องเจอ 2 ด้าน คือ
1.หากลุยขอเสียง สว.จาก 2 ลุง ก็จะถูกบีบให้เปิดประตูรับทั้งพรรค ซึ่งเพื่อไทยจะเสี่ยงโดนโจมตีปม “จับมือกับพรรคลุง” โดนม็อบไล่ไม่เลิก หรือเสียเครดิตระยะยาว กระทบถึงเลือกตั้งครั้งหน้า เพราะกลายเป็นพรรคตระบัดสัตย์
2.หากขอเสียงจากก้าวไกล ถ้าได้ 151 เสียงมาโหวตให้ ทุกอย่างจบ ปิดสวิตช์ สว.ไปเลย แต่ก้าวไกลต้องคิดหนักว่าจะโหวตให้ทำไม เพราะตัวเองไม่ได้อะไร ไม่ได้เข้าไปบริหาร ยกเว้นมีดีลปรับ ครม.ดึงเข้าในอนาคต แต่ก็มีความไม่แน่นอน อีกประการคือต้องโหวตให้ภูมิใจไทย ซึ่งเป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ก้าวไกลเป็นแกนหลักในการอภิปรายไม่ไว้วางใจประเด็นรถไฟฟ้าสายสีส้ม และการคงไว้ซึ่งหุ้น หจก.บุรีเจริญ คอนสตรัคชั่น ของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย และอาจต้องโหวตให้กลุ่มผู้กองธรรมนัส ซึ่งตัวเองเคยแสดงท่าทีอภิปรายถล่มแรงสุดๆในสภา
ทั้งหมดนี้ทำให้เกิดภาวะที่เราเรียกว่า “สามก๊ก การเมืองไทย”
ก๊กเพื่อไทย จับมือกับภูมิใจไทย กวาดต้อนพรรคเล็กให้ได้ไพร่พลเกิน 250 คน หรือเกินกึ่งหนึ่งของสภาฯ แต่ปัญหาของเพื่อไทย คือ ต้องการไพร่พลถึง 376 ซึ่งก็คือเสียงเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภา ทำให้ยังต้องหาไพร่พลมาเติมอีกเป็นร้อย จึงต้องพึ่ง “ก๊กที่เหลือ” ซึ่งมีอีก 2 ก๊ก
ก๊กสองลุง ไพร่พลที่ปรากฏตัวให้เห็นมีไม่มากนัก รวมๆ แล้วแค่ 76 คน แต่ยังมีไพร่พลซ่อนอยู่ เป็นกำลังหนุนสูงวัย แต่เชี่ยวชาญการศึก เรียกย่อๆ ว่า “สว.” มีราวๆ 200 คน ทำให้ “ก๊กสองลุง” ถือว่ามีอำนาจต่อรอง
ดังนั้นถ้าก๊กเพื่อไทยต้องการไพร่พลเพิ่มเติม โดยเฉพาะไพร่พลสูงวัย ก็ต้องรับไพร่พลหลักของตัวเอง 76 คนไปด้วย จะมาใช้แผนจ่ายสินบน หรือปูนบำเหน็จแลกให้ไพร่พลหลักแตกทัพไปบางส่วน เพื่อไปเข้าร่วมกับก๊กเพื่อไทยไม่ได้ สองลุงไม่ยอม
ก๊กก้าวไกล ไพร่พลคนรุ่นใหม่มีมากถึง 151 ก๊กก้าวไกล แต่เดิมเป็นพันธมิตรฝ่ายเดียวกับก๊กเพื่อไทย แต่ตอนหลังแตกคอกัน ทำให้แยกตัวออกมา
ก๊กก้าวไกลเคยรบพุ่งกับ “ก๊กสองลุง” มาก่อน จึงมีแม่ทัพบางส่วนอยากแก้แค้น จึงเสนอให้หัวหน้าก๊ก พาไพร่พลไปสนับสนุนก๊กเพื่อไทย แต่ไม่ต้องสร้างเมืองด้วยกัน
ขณะที่ก๊กเพื่อไทยกำลังปวดหัวกับการต่อรองของ “ก๊กสองลุง” จึงตัดสินใจส่งทูตสันถวไมตรีไปเจรจากับ “ก๊กก้าวไกล”
“ก๊กสองลุง” กลัวเกมพลิก อาจถึงขั้นโดนปิดประตูตีแมว ข้าศึกล้อมไว้ทุกด้าน เสี่ยงตายในสนามรบ หรือถูกปลดจากแม่ทัพ กลับแนวหลังไปเลี้ยงหลาน ก็เลยเริ่มแตกคอกันเอง เสนอ “ก๊กเพื่อไทย” ว่าถ้าดึงก๊กย่อยของตนเข้าไปทั้งก๊ก ก็จะได้กำลังหนุนสูงวัยที่เป็นฝ่ายตนไปเพิ่ม จนยึดเมืองได้สำเร็จ
ขณะเดียวกัน “กำลังหนุนสูงวัย” เรียกย่อๆว่า สว. ก็เร่งแก้เกม พยายามสกัดแม่ทัพภูมิใจไทย ไม่ให้ยอมเพื่อไทย เปิดทางให้ “ก๊กก้าวไกล” มาช่วย “ก๊กเพื่อไทย”
จุดพลิกผันของสงคราม จึงอยู่ที่ท่าทีของ “ก๊กก้าวไกล” กับ “แม่ทัพภูมิใจไทย” ว่าจะตัดสินใจอย่างไร และนั่นคือจุดชี้ขาดของสงคราม “สามก๊กการเมืองไทย”