นายภูมิธรรม กล่าวต่อ ไม่ได้มองในบริบทความยากที่ว่า การได้เสียงมาสนับสนุนนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย ต้องใช้เสียง สว. กว่า 100 เสียง หลังจากไม่มีพรรคก้าวไกล แต่มองว่ายึดปัญหาของประชาชนเป็นหลัก พร้อมขอเสียงสนับสนุนหากเชื่อมั่นว่าพรรคเพื่อไทยสามารถแก้ปัญหาประเทศและฝ่าวิกฤตได้ จะทำการเมืองมิติใหม่ เอาความต้องการของประชาชนเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่ความต้องการของพรรคการเมืองเป็นตัวตั้ง
และย้ำว่า การจัดตั้งรัฐบาลไม่ใช่เอาปัญหาการเมืองเป็นตัวตั้ง ถ้าประเทศรอด ทุกคนก็จะรอด ซึ่งสถานการณ์ในขณะนี้ไม่ใช่มาร่วมกันอย่างไร แต่จะยินดีให้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ และยินดีให้แคนดิเดตนายกฯของพรรคเพื่อไทยเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ หากเห็นชอบก็โหวตสนับสนุนแล้วมาเป็นรัฐบาลด้วยกัน หรือไม่เห็นชอบก็ไม่โหวต แล้วไปเป็นฝ่ายค้านก็ได้
นายภูมิธรรม กล่าวต่อ ยังไม่ถึงเวลาว่าจะร่วมรัฐบาลกับพรรค 2 ลุงคือ รวมไทยสร้างชาติและพลังประชารัฐ พร้อมย้ำว่า มั่นใจในฐานะแกนนำจัดตั้งรัฐบาลว่าจะทำได้สำเร็จ หากไม่มั่นใจจะดำเนินการมาถึงขั้นนี้หรือ เชื่อว่าความตั้งใจ ประสบการณ์ ความสามารถของบุคลากรพรรคเพื่อไทย และผลงานที่ผ่านมาเป็นองค์ประกอบสำคัญที่เหมาะสมกับสถานการณ์ประเทศที่กำลังวิกฤต และความขัดแย้งที่สั่งสมมาในขณะนี้
นายภูมิธรรม ไม่ตอบว่าจะมีปัจจัยอะไร ที่จะทำให้ต้องส่งไม้ต่อให้พรรคอันดับสามจัดตั้งรัฐบาล เพียงแต่กล่าวว่า ให้สื่อมวลชนทำให้ความอึมครึมนั้น สว่างไสวมากขึ้น มันจะดีมาก
พร้อมกล่าวถึง แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และนายเศรษฐา ทวีสิน ไม่ได้หายไปไหน ส่วนประเด็นที่เกี่ยวข้องพาดพิงเกี่ยวกับคุณสมบัติของนายเศรษฐา ฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ชี้แจงไปแล้ว และเป็นเรื่องธรรมดาที่คนเป็นนายกฯจะต้องถูกตรวจสอบ ถือเป็นเรื่องดี อีกทั้งไม่ได้มีเรื่องอะไรต้องปิดบังอำพราง พรรคเพื่อไทยก็มีการตรวจสอบคุณสมบัติของแคนดิเดตก่อนเสนอชื่ออยู่แล้ว เมื่อมีการตรวจสอบก็สามารถทำให้สาธารณชนสบายใจ และเข้าใจเรื่องราวที่เกิดขึ้น