เนชั่นทีวี

การเมือง

"ราเมศ" แจง เลื่อนเลือกหัวหน้า-กก.บห.พรรค เหตุมีการขอองค์ประชุมเพิ่ม

21 ก.ค. 2566 | tinakit_rat

"ราเมศ" แจง เลื่อนเลือกหัวหน้า-กก.บห.พรรค เหตุมีการขอองค์ประชุมเพิ่ม

"ราเมศ" แจง เลื่อนประชุมใหญ่วิสามัญฯ เลือกหัวหน้า-กก.บห. พรรค เหตุมีการขอองค์ประชุมเพิ่ม โต้ข่าว 16 สส.ซบ ภูมิใจไทย-ดีลร่วมรัฐบาล "เพื่อไทย" ยืนยัน ไม่มีใครใช้อำนาจโดยพละการ

21 กรกฎาคม 2566 นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงเหตุผล การเลื่อนการประชุมใหญ่วิสามัญ เพื่อเลือกหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคออกไป จากเดิมกำหนดวันที่ 23 ก.ค.นี้ เนื่องจาก มีการขอเพิ่มองค์ประชุม 5 ภาค ภาคละ 25 คน โดยนายวิรัช ร่มเย็น ในฐานะนายทะเบียนพรรคเป็นผู้เสนอขอเพิ่ม โดยวันนี้(21 ก.ค.)จะมีการประชุมกรรมการบริหารพรรค เพื่อออกระเบียบวิธีการคัดเลือกสมาชิก มาเป็นองค์ประชุม ก่อนจะแจ้งให้สมาชิกพรรครับทราบไม่น้อยกว่า 5 วัน ก่อนประชุมใหญ่วิสามัญ พร้อมยืนยัน การเพิ่มองค์ประชุม เพราะอยากให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม ส่วนที่มีรายงานข่าวว่า จะมีการได้เปรียบเสียเปรียบ ยืนยันว่าไม่มี เพราะการเพิ่มองค์ประชุม รองหัวหน้าภาค จะไปคัดเลือก

ขณะเดียวกัน นายราเมศ ยังกล่าวถึง กรณีที่ “เพื่อไทย” จะเสนอชื่อ “นายเศษฐา ทวีสิน” เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และ เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ว่า วงประชุม สส. พรรคได้มีการพูดกันเรื่องนี้ แต่ในส่วนของ กรรมการบริหารพรรคยังไม่ได้คุยกัน  ดังนั้น รายงานข่าวที่ระบุว่า  16 สส. ขอไปร่วมกับพรรคเพื่อไทย อ้างอิงถึงขั้วของ “นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน” เลขาธิการพรรค ว่าข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง

เพราะพรรค ยังไม่ได้มีการพูดคุย ว่าจะร่วมหรือไม่ร่วมกับพรรคเพื่อไทย และ ไม่มีใครตัดสินใจได้คนเดียว จะต้องเป็นการประชุมร่วมกัน ระหว่างกรรมการบริหารพรรค และ สส. ทั้ง 25 คน ซึ่ง ไม่อยากให้มีการรายงานข่าวลักษณะนี้ พรรคเสียหายและประชาชนสับสน พร้อมย้ำว่า  ไม่มีใครใช้อำนาจพละการ ไปตกลงปลงใจว่า ร่วมหรือไม่ร่วมรัฐบาล

นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอข่าว อ้างว่า เพจของพรรคโพสต์ว่า 16 สส. เขต ภาคใต้ปันใจให้พรรคภูมิใจไทย ยืนยันว่า เพจของพรรคไม่เคยมีการโพสต์ลักษณะนี้ สส.พรรคทุกคน อยู่ภายใต้ข้อบังคับ และกฎเกณฑ์กติกาของพรรค

ส่วนคาดว่าจะได้กรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ก่อนจัดตั้งรัฐบาล หรือไม่นั้น มองว่า เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ต้องมีการเลือกให้แล้วเสร็จเร็วที่สุด แต่ทุกอย่างต้องเป็นไปอย่างรอบคอบ

นายราเมศ กล่าวต่อ ถึงกรณีที่นายเศรษฐาออกมาระบุว่า ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข ม.112  จะเป็นปัจจัย ที่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ตัดสินใจยกมือให้หรือไม่ โดยระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์มีจุดยืนเรื่อง ม.112 มาโดยตลอด  ซึ่งจะต้องมีการหารือกันในที่ประชุมของพรรค เพราะต้องมีรายละเอียดอีกมากเพราะ การจะยกมือให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรี ต้องดูนโยบายว่าตรงกับพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่

ส่วนกรณี นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ โฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ ออกมาระบุว่า หากพรรคก้าวไกลถอยเรื่องการแก้ไข ม. 112 พร้อมยกมือสนับสนุนให้นั้น ตนไม่ขอก้าวล่วงว่าพรรคก้าวไกล ควรยกเลิกหรือถอยเรื่องการแก้ไข ม. 112 หรือไม่ แต่ส่วนตัว มองว่าพรรคก้าวไกลยังไม่มีท่าทีที่จะถอย ซึ่งหากมีประเด็นนี้ ก็จะต้องเข้าหารือในที่ประชุมอีกครั้ง

นายราเมศ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมามีการกดดันให้พรรคประชาธิปัตย์ โหวตเลือกนายกฯให้พรรคก้าวไกล ตามเสียงข้างมากของประชาชน 14 ล้านคน ขอชี้แจงว่า จะคิดแบบนั้นไม่ได้ เพราะคนที่เลือกประชาธิปัตย์มาก็ชื่นชอบในอุดมการณ์และนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ ดังนั้นจะเลือกใครเป็นนายกฯ หรือ ร่วมรัฐบาลกับใคร ก็ต้องเคารพเสียงของประชาชนที่เลือกมาเช่นเดียวกัน

ข่าวล่าสุด